โต๊ะมินต์มีสมาร์ตโฟนรุ่นปัจจุบันวางข้างชิปโมเด็มจำลองและป้ายข่าวลือสีอำพัน

ข่าวลือ: iPhone ปี 2027 อาจใส่โมเด็ม Apple ทั้งไลน์ — Gurman คาดเลิก Qualcomm

น้องกายEngineering

[!WARNING] สถานะเนื้อหา: ข่าวลือ (Rumor) และยังไม่ได้รับการยืนยัน ข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้อ้างอิงจากรายงานวิเคราะห์ในจดหมายข่าว Power On ของ Mark Gurman แห่งสำนักข่าว Bloomberg รวมทั้งรายงานสรุปจากสำนักข่าวไอทีต่างประเทศ โดยทาง Apple ยังไม่ได้ออกมายืนยัน แถลงข่าว หรือประกาศรายละเอียดทางเทคนิคของชิปโมเด็มสำหรับสมาร์ตโฟนรุ่นปี 2027 อย่างเป็นทางการแต่อย่างใดครับ

iPhone ทุกรุ่นที่คุณจะได้เห็นเปิดตัวในปี 2027 อาจไม่มีชิ้นส่วนโมเด็มเซลลูลาร์จาก Qualcomm หลงเหลืออยู่อีกต่อไป หลัง Apple เตรียมผลักดันชิปโมเด็มที่ออกแบบเองภายในบ้านลงสู่ไลน์สมาร์ตโฟนครบทั้งตระกูลครับ

ข่าวกรองล่าสุดจาก Mark Gurman นักข่าวสายวงในแห่งสำนักข่าว Bloomberg ระบุไว้ในจดหมายข่าว Power On ประจำวันอาทิตย์ (รายงานต่อเนื่องเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2026 โดยสื่อไอทีอย่าง Cult of Mac, iClarified และ PhoneArena) ว่า Apple มีแผนจะปิดฉากยุคของการจัดซื้อฮาร์ดแวร์ชิปโมเด็มจาก Qualcomm อย่างสิ้นเชิงในปี 2027 โดยโมเดล iPhone ทุกรุ่นที่จะเปิดตัวในปีนั้นจะขยับมาใช้โมเด็มในบ้านของ Apple เองทั้งหมด

การเดินทางสู่เป้าหมายนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นภารกิจมาราธอนที่ Apple ทุ่มเงินมหาศาลและล้มลุกคลุกคลานมานานเกือบทศวรรษ ตั้งแต่การซื้อกิจการธุรกิจโมเด็มของ Intel ในปี 2019 ด้วยมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการฟ้องร้องคดีสิทธิบัตรมูลค่าหลายพันล้าน จนกระทั่งเริ่มส่งชิปโมเด็มตระกูล C-Series ลงสนามจริง แต่ในขณะเดียวกัน รายงานก็ชี้ให้เห็นจุดพลิกผันสำคัญว่า ถึงแม้ Apple จะหยุดซื้อชิปจริงจาก Qualcomm ได้สำเร็จ แต่พวกเขาก็ยังคงหนีเงาของ Qualcomm ไม่พ้นในเชิงสิทธิบัตรครับ

เกิดอะไรขึ้น (สรุป 30 วินาที)

รายงานจากจดหมายข่าว Power On ของ Mark Gurman สรุปประเด็นหลักเกี่ยวกับทิศทางโมเด็มของ Apple ได้ดังนี้ครับ:

  1. iPhone ปี 2027 จะใช้โมเด็ม Apple ครบทุกรุ่น: ภายในปี 2027 สมาร์ตโฟน iPhone ทุกเครื่องที่เปิดตัวจะขับเคลื่อนด้วยชิปโมเด็มเซลลูลาร์ที่ Apple ออกแบบเอง ถือเป็นการยุติการพึ่งพาฮาร์ดแวร์โมเด็มจากคู่ค้ารายเดิมอย่าง Qualcomm ในไลน์สินค้าสมาร์ตโฟนทั้งหมด (Cult of Mac, iClarified)
  2. แก้ปัญหาความลักลั่นของไลน์สินค้าปี 2026: ในตระกูล iPhone 18 ปัจจุบัน มีการแบ่งการใช้งานชิปอย่างแปลกตา โดยรุ่น iPhone 18 Pro และ iPhone Duo ทั่วโลกใช้ชิปโมเด็ม Apple C2 แต่รุ่นตัวท็อปอย่าง iPhone 18 Pro Max ในตลาดสหรัฐฯ กลับยังคงใช้ชิป Qualcomm Snapdragon X80 อยู่ เนื่องจากข้อจำกัดด้านสัญญาและระยะเวลาทดสอบคลื่นความถี่สูง (mmWave) ในสหรัฐฯ
  3. แผนการปล่อยชิปรุ่นถัดไป: แผนงานก่อนหน้านี้ชี้ว่า Apple วางแผนพัฒนาโมเด็มเจเนอเรชันที่ 3 สำหรับการใช้งานในปี 2027 แม้ว่า Gurman จะยังไม่ได้ระบุว่ารุ่นใดจะได้ใช้ชิปรหัสใดอย่างเฉพาะเจาะจง
  4. จุดหักมุมเรื่องสิทธิบัตร: แม้ Apple จะเลิกซื้อฮาร์ดแวร์จาก Qualcomm แต่เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2026 ทั้งสองบริษัทเพิ่งประกาศต่อสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรเซลลูลาร์ (Patent License Renewal) โดยสัญญาฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2027 แปลว่า Apple ยังคงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสิทธิบัตร (Royalties) ให้กับ Qualcomm ต่อไปอยู่ดี (PhoneArena)

ทำไมเรื่องนี้เกี่ยวกับคุณ

สำหรับคนทั่วไปที่ใช้สมาร์ตโฟนโทรคุย ดูวิดีโอสตรีมมิง และเล่นโซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวัน ชิปโมเด็ม (Modem Chip) อาจฟังดูเหมือนเรื่องทางเทคนิคที่อยู่ไกลตัว แต่ในความเป็นจริง ชิ้นส่วนเล็กๆ ชิ้นนี้มีอิทธิพลต่อประสบการณ์ที่คุณสัมผัสได้ทุกนาทีครับ:

  • แบตเตอรี่ในมือคุณจะอึดขึ้นหรือหมดเร็วขึ้น: โมเด็มคือชิ้นส่วนที่กินพลังงานสูงเป็นอันดับต้นๆ ของสมาร์ตโฟน รองจากหน้าจอและชิปประมวลผลหลัก ยามที่คุณอยู่ในจุดอับสัญญาณหรือรถไฟฟ้าวิ่งเข้าอุโมงค์ โมเด็มต้องเร่งกำลังส่งเพื่อเกาะสัญญาณคลื่นวิทยุ ถ้าโมเด็มจัดการพลังงานได้ไม่ดี เครื่องจะร้อนจัดและแบตเตอรี่จะลดฮวบ ชิป C2 ของ Apple ในปัจจุบันระบุว่าประหยัดพลังงานลงได้ราว 15% เมื่อเทียบกับ C1X หากโมเด็มปี 2027 พัฒนาขึ้นอีก แบตเตอรี่โทรศัพท์ในแต่ละวันของคุณก็จะได้อานิสงส์ไปด้วย
  • คนไทยจะไม่ต้องสับสนเรื่องรหัสเครื่องและชิปสองมาตรฐาน: ในปัจจุบัน หากคุณซื้อ iPhone ในไทยกับซื้อเครื่องหิ้วจากสหรัฐฯ คุณอาจได้โมเด็มคนละยี่ห้อ (Apple C2 ในเครื่องไทยเทียบกับ Qualcomm X80 ในเครื่องสหรัฐฯ บางรุ่น) เมื่อ Apple เปลี่ยนมาใช้ชิปของตัวเองครบ 100% ทุกคนทั่วโลกจะได้ฮาร์ดแวร์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ต้องมานั่งเช็กสเปกโมเด็มรายประเทศอีกต่อไป
  • ความเสถียรของสัญญาณอินเทอร์เน็ต: Qualcomm คือเจ้าพ่อสัญญาณไร้สายที่ครองตลาดมาหลายสิบปี เสาสัญญาณของผู้ให้บริการทั่วโลกรวมถึงในไทย (AIS, True-dtac) ถูกปรับแต่งให้ทำงานเข้ากับโมเด็ม Qualcomm มาอย่างยาวนาน การเปลี่ยนมาใช้โมเด็มของ Apple ทั้งหมดจะเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่า iPhone จะสามารถจับสัญญาณในตึกหนาหรือพื้นที่ห่างไกลได้ดีเท่าเดิมหรือไม่

ทำงานยังไง (พร้อมอุปมาไทย)

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไม Apple ถึงต้องทุ่มเทเวลาและเงินหลายหมื่นล้านบาทเพื่อทำโมเด็มเอง แทนที่จะซื้อของ Qualcomm ต่อไป เราต้องมาดูโครงสร้างการทำงานและหน้าที่ของชิปโมเด็มกันครับ

ชิปโมเด็มคืออะไรในเชิงวิศวกรรม

ในโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่อง จะมีชิปประมวลผลหลักที่เราคุ้นเคยกันดีคือ SoC (System on Chip) ตระกูล A-Series เช่น ชิป A18 หรือ A19 ซึ่งทำหน้าที่เหมือนสมองสั่งการคำนวณกราฟิกและเปิดแอปพลิเคชัน

แต่ชิป A-Series ไม่สามารถคุยกับเสาสัญญาณโทรศัพท์ตรงๆ ได้ โทรศัพท์จึงจำเป็นต้องมีชิปอีกตัวหนึ่งที่เรียกว่า Baseband Modem (ชิปโมเด็มเซลลูลาร์) ทำหน้าที่เป็นตัวแปลงสัญญาณวิทยุแอนะล็อกความถี่สูงที่ลอยอยู่ในอากาศ (คลื่น 5G / 4G LTE) ให้กลายเป็นชุดข้อมูลดิจิทัลศูนย์และหนึ่งที่คอมพิวเตอร์เข้าใจได้ และแปลงข้อมูลจากเครื่องส่งกลับขึ้นไปบนเสาสัญญาณ

นอกจากตัวชิปโมเด็มแล้ว ยังต้องมีวงจรรับส่งสัญญาณวิทยุส่วนหน้า หรือ RF Front-End (RFFE) เสาอากาศ และวงจรจัดการพลังงาน เพื่อให้การรับส่งคลื่นความถี่ต่างๆ ไม่รบกวนกันเอง

อุปมาไทย: ล่ามแปลภาษาประจำตระกูล กับ มอเตอร์ไซค์รับจ้างหน้าปากซอย

ลองจินตนาการเปรียบเทียบชิปโมเด็มกับชีวิตประจำวันแบบไทยๆ แบบนี้ครับ:

สมมติว่าบริษัทของคุณ (ตัวเครื่อง iPhone) มีผู้บริหารคนเก่งที่พูดได้แต่ภาษาไทยกลาง (ชิปประมวลผลหลัก A-Series) แต่บริษัทต้องติดต่อค้าขายกับลูกค้าร้อยพ่อพันแม่ที่มีสำเนียงภาษาท้องถิ่นทั่วประเทศ ทั้งภาษาเหนือ ภาษาอีสาน ภาษาใต้ และภาษาต่างด้าว (คลื่นความถี่ 5G สารพัดย่านความถี่จากผู้ให้บริการทั่วโลก)

ที่ผ่านมา Apple เลือกใช้วิธี “จ้างล่ามมืออาชีพระดับประเทศ” อย่าง Qualcomm ซึ่งเปิดบริษัทรับจ้างแปลภาษามานานหลายสิบปี ล่ามคนนี้ช่ำชองมาก ฟังออกทุกสำเนียง รู้จักตรอกซอกซอยทุกแห่งในประเทศ (จับสัญญาณเสาเครือข่ายได้เหนียวแน่นทั่วโลก) แต่ปัญหาคือ:

  1. ค่าตัวแพงลิบลิ่ว: ล่ามคนนี้คิดค่าจ้างรายเดือนแพงมาก แถมยังตั้งเงื่อนไขว่า ใครจะคุยผ่านเขาต้องจ่ายค่าหัวคิวเปอร์เซ็นต์จากยอดขายของบริษัทด้วย
  2. ไม่ยอมเข้ามารวมโต๊ะทำงาน: ล่ามขอตั้งโต๊ะทำงานแยกเป็นสัดส่วนของตัวเอง กินพื้นที่ในออฟฟิศ (เปลืองพื้นที่บนเมนบอร์ด) และมีเวลาพักกินข้าวตามใจตัวเอง ทำให้บางจังหวะระบบสั่งการไม่ต่อเนื่อง (เปลืองแบตเตอรี่)

Apple เลยตัดสินใจส่งคนในบ้านไปเรียนภาษา ฝึกฝนจนกลายเป็น “ล่ามในบ้านของตัวเอง” (In-house Modem ตระกูล C-Series):

  • ข้อดี: ล่ามคนนี้เป็นพนักงานประจำเต็มตัว นั่งทำงานติดกับผู้บริหารบนโต๊ะเดียวกัน สื่อสารกันได้รวดเร็วทันทีโดยไม่ต้องส่งเอกสารข้ามห้อง (Integrated System) สั่งให้ประหยัดพลังงานหรือหยุดทำงานเมื่อไม่มีการรับส่งข้อมูลได้ทันที ช่วยประหยัดค่าจ้างและลดขนาดพื้นที่ลงได้
  • ความท้าทาย: เนื่องจากเพิ่งจบใหม่ ประสบการณ์ภาคสนามอาจจะยังไม่เก๋าเท่าล่ามรุ่นเก๋าของ Qualcomm เมื่อต้องไปเจอลูกค้าที่พูดสำเนียงประหลาด หรือยืนคุยในที่เสียงดังอื้ออึง (พื้นที่สัญญาณอ่อน หรือ คลื่นความถี่ mmWave ในเมืองใหญ่) ล่ามฝึกใหม่อาจจะต้องใช้สมาธิมากกว่าและอาจมีสะดุดได้บ้าง

จาก C1 สู่ C2 และก้าวต่อไปสู่โมเด็มเจเนอเรชันที่ 3

เส้นทางโมเด็มของ Apple เริ่มเป็นรูปธรรมตั้งแต่โมเด็มรหัส C1 และ C1X ที่ใช้ทดสอบในอุปกรณ์รุ่นรอง ก่อนจะขยับขึ้นมาเป็น ชิป C2 ซึ่งเปิดตัวไปพร้อมกับ iPhone 18 Pro และสมาร์ตโฟนจอพับรุ่นแรกอย่าง iPhone Duo

ชิป C2 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญเพราะเป็นโมเด็มรุ่นแรกของ Apple ที่รองรับคลื่นความถี่สูงระดับ mmWave (Millimeter Wave) ในสหรัฐฯ ได้สำเร็จ พร้อมทั้งเคลมตัวเลขอัตราการใช้พลังงานที่ลดลงราว 15% และมีความเร็วในการอัปโหลดข้อมูลที่ดีขึ้นผ่านการใช้อัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยคาดการณ์สัญญาณ

สำหรับปี 2027 ข้อมูลจากแหล่งข่าววงในชี้ว่า Apple กำลังซุ่มพัฒนา โมเด็มเจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะถูกผลิตด้วยกระบวนการผลิตขั้นสูงระดับ 2 นาโนเมตรหรือ 3 นาโนเมตรปรับปรุงใหม่ ซึ่งจะช่วยให้ตัวโมเด็มผสานรวมเข้ากับชิปตระกูล A-Series ได้แนบเนียนยิ่งขึ้นกว่าเดิม

จุดหักมุม: สัญญาค่าสิทธิบัตรยังอยู่ แต่ฮาร์ดแวร์กำลังถูกปลดระวาง

ประเด็นที่น่าสนใจและเป็นจุดหักมุมที่ลึกที่สุดของรายงานข่าวรอบนี้ คือความจริงที่ว่า “การเลิกซื้อชิป ไม่ได้แปลว่าเลิกจ่ายเงินให้ Qualcomm” ครับ (PhoneArena)

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า เมื่อ Apple ผลิตชิปโมเด็มเองได้สำเร็จในปี 2027 ความสัมพันธ์ระหว่าง Apple กับ Qualcomm จะสิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง และ Qualcomm จะไม่ได้รับเงินจากยอดขาย iPhone แม้แต่ดอลลาร์เดียว แต่ความจริงในโลกธุรกิจโทรคมนาคมไม่ได้เรียบง่ายแบบนั้นครับ

สัญญาซื้อชิ้นส่วน (Chipset Supply) ปะทะ สัญญาอนุญาตใช้สิทธิบัตร (Patent License)

เราต้องแยกสัญญาของ Qualcomm ออกเป็น 2 ส่วนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:

  1. สัญญาจัดซื้อชิปเซตฮาร์ดแวร์ (Chipset Supply Agreement): นี่คือสัญญาซื้อขายชิ้นส่วนซิลิคอนเป็นชิ้นๆ เหมือนเราไปซื้อชิป Snapdragon X75 หรือ X80 มาบัดกรีลงบนแผงวงจร iPhone สัญญาตรงนี้คือส่วนที่ Gurman ระบุว่าจะ สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ใน iPhone ปี 2027 เพราะ Apple จะใช้ชิปที่สั่งผลิตเองจาก TSMC แทน
  2. สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรเทคโนโลยีเซลลูลาร์ (Patent License Agreement): Qualcomm ถือครองสิทธิบัตรมาตรฐานโทรคมนาคมไร้สาย (Standard Essential Patents หรือ SEPs) ตั้งแต่ยุค 3G, 4G LTE ไปจนถึง 5G และ 6G ไว้เป็นจำนวนมหาศาล ใครก็ตามในโลกนี้ที่คิดจะสร้างอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือ จะต้องจ่ายค่าสิทธิบัตร (Royalties) ให้กับ Qualcomm ตามกฎหมาย ไม่ว่าอุปกรณ์นั้นจะใช้ชิปของใครก็ตาม

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา Qualcomm และ Apple ได้บรรลุข้อตกลงในการ ต่ออายุสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรระดับโลก ออกไปอีกหลายปี โดยสัญญาฉบับใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2027

เปรียบเทียบเหมือนกับว่า คุณตัดสินใจสร้างรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาขับเอง โดยไม่ยอมซื้อเครื่องยนต์จากบริษัทคู่แข่งอีกต่อไป แต่ถนนทุกเส้นที่คุณต้องใช้วิ่ง (มาตรฐานระบบเซลลูลาร์ 5G ทั่วโลก) มีเจ้าของสัมปทานชื่อ Qualcomm อยู่ดี ทุกครั้งที่คุณนำรถออกวิ่ง คุณก็ยังต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าผ่านทางให้เขาอยู่ดีครับ

เรื่องเงินและผลกระทบ

การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ด้านชิปโมเด็มในปี 2027 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตัวเลขการเงินของทั้งสองยักษ์ใหญ่ และส่งแรงกระเพื่อมมาถึงกระเป๋าเงินของผู้บริโภคด้วยครับ:

ผลกระทบต่อ Apple: ลดต้นทุนมหาศาล เพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น

  • ต้นทุนต่อเครื่องลดลง: ชิปโมเด็มตัวท็อปของ Qualcomm พร้อมชิป RF มีราคาต้นทุนประเมินอยู่ที่ประมาณ 50–60 ดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง เมื่อ Apple ผลิตโมเด็มเอง ต้นทุนการผลิตชิปต่อหน่วยผ่าน TSMC จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะต้องหักค่าตัดจำหน่ายด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ก็ตาม
  • ยอดขาย iPhone ต่อปีมหาศาล: Apple มียอดส่งมอบ iPhone ทั่วโลกเฉลี่ยปีละกว่า 200–220 ล้านเครื่อง การประหยัดต้นทุนฮาร์ดแวร์ได้เครื่องละเพียง 15–20 ดอลลาร์สหรัฐ สามารถแปลงเป็นกำไรส่วนเกินกลับเข้าสู่บริษัทได้หลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี
  • ราคาขายปลีกสำหรับผู้บริโภค: อย่าเพิ่งหวังว่า iPhone ปี 2027 จะปรับราคาลงครับ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านจากชิป Intel มาเป็น Apple Silicon ใน Mac ชี้ชัดว่า Apple เลือกที่จะเก็บส่วนต่างต้นทุนที่ประหยัดได้ไว้เป็นกำไรขั้นต้น (Gross Margin) ของบริษัท หรือนำไปชดเชยกับต้นทุนชิ้นส่วนอื่นที่ราคาพุ่งสูงขึ้น เช่น ชิปหน่วยความจำ RAM และเซ็นเซอร์กล้อง มากกว่าจะลดราคาขายหน้าร้านให้ผู้บริโภค

ผลกระทบต่อ Qualcomm: สูญเสียลูกค้ารายใหญ่ที่สุด แต่รอดตายด้วยค่าสิทธิบัตร

  • รายได้ฝั่งขายชิปหายวับ: ปัจจุบัน Apple คือลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของ Qualcomm คิดเป็นสัดส่วนรายได้จากการขายชิปเซต (QCT) สูงเกือบ 20% ของรายได้รวม การที่ iPhone ทุกรุ่นปี 2027 เลิกใช้ชิป Qualcomm จะทำให้รายได้ก้อนโตนี้หายไปจากงบการเงินทันที
  • เสาหลักจากค่าสิทธิบัตร (QTL): ธุรกิจฝั่งอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรของ Qualcomm ยังคงทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ อัตรากำไรของส่วนนี้สูงกว่าการขายชิปจริงมาก การต่อสัญญาฉบับใหม่เมื่อเดือนกันยายนจึงเป็นหลักประกันสำคัญที่ช่วยให้ Qualcomm ยังคงมีกระแสเงินสดไหลเข้าบริษัทอย่างสม่ำเสมอ

ข้อมูลที่ยังไม่ชัด และจุดที่แหล่งข่าวพูดไม่ตรงกัน

เนื่องจากข้อมูลนี้ยังมีสถานะเป็น “ข่าวลือและการคาดการณ์ล่วงหน้า” จึงมีประเด็นสำคัญหลายจุดที่ยังไม่มีความชัดเจน และสำนักข่าวไอทีต่างประเทศยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันครับ (iClarified):

  1. Apple ยังไม่เคยยืนยันต่อสาธารณะ: ทาง Apple ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อรายงานของ Mark Gurman ตามธรรมเนียมปฏิบัติ แผนงานพัฒนาฮาร์ดแวร์ที่วางไว้ล่วงหน้า 1-2 ปีสามารถเลื่อนหรือปรับเปลี่ยนได้เสมอหากพบปัญหาทางเทคนิคในขั้นตอนการทดสอบภาคสนาม
  2. โมเด็มรุ่นใดจะถูกจัดสรรให้รุ่นใด?: Gurman ระบุเพียงว่า “iPhone ทุกรุ่น (Every iPhone)” แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดเชิงลึกว่า Apple จะใช้ชิปโมเด็มรุ่นเดียวกันทั้งหมด หรือจะมีการแบ่งเกรด เช่น รุ่นมาตรฐาน (iPhone ปกติ) ใช้โมเด็ม C2X หรือ C3 รุ่นลดสเปก ขณะที่รุ่นเรือธง (iPhone Pro / Pro Max / Foldable) จะได้รับชิปโมเด็มรุ่นท็อปที่มีแบนด์วิธกว้างกว่าและรองรับคลื่นความถี่ mmWave ครบถ้วน
  3. ประสิทธิภาพจริงเมื่อเทียบกับ Snapdragon X80 และ X85: แหล่งข่าวทั้งหมดยังไม่มีผลทดสอบประสิทธิภาพการรับส่งสัญญาณจริงในสภาวะวิกฤต เช่น ในจุดอับสัญญาณระหว่างตึกสูง ความเร็วการอัปโหลดข้อมูล (Upload Speed) ในพื้นที่แออัด หรือการจัดการคลื่นความถี่ในต่างประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นจุดแข็งดั้งเดิมของ Qualcomm ที่สะสมประสบการณ์ปรับจูนคลื่นวิทยุร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายทั่วโลกมานานหลายทศวรรษ
  4. กำหนดการวางจำหน่ายจริงในตลาดไทย: สเปกโมเด็มของเครื่องที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยสำหรับรุ่นปี 2027 จะมีฟังก์ชันการรองรับคลื่นความถี่ 5G แตกต่างจากรุ่นสหรัฐฯ หรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ต้องรอข้อมูลเอกสารการรับรองจาก กสทช. เมื่อถึงเวลานั้น

เสียงสะท้อนจากวงการและมุมมองของผม

ในแวดวงนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ข่าวนี้จุดกระแสการถกเถียงออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนครับ

ฝั่งนักวิเคราะห์สายฮาร์ดแวร์มองว่า นี่คือชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของทีมวิศวกรรมสถาปัตยกรรมชิปของ Apple (นำโดย Johny Srouji) เพราะโมเด็ม 5G ถือเป็นหนึ่งในชิปที่ออกแบบยากและซับซ้อนที่สุดในโลก เนื่องจากต้องรับมือกับความถี่คลื่นวิทยุนับสิบย่านความถี่ทั่วโลก การที่ Apple สามารถไล่ตามและทดแทนชิปของ Qualcomm ได้สำเร็จ ถือเป็นการปลดแอกทางเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบ

ในขณะที่ฝั่งผู้เชี่ยวชาญด้านโครงข่ายโทรคมนาคมยังคงแสดงความกังขา พวกเขาเตือนว่า “การทำชิปให้อ่านตัวเลขในห้องแล็บได้ กับการนำชิปไปวิ่งใช้งานจริงบนเสาสัญญาณทั่วโลก เป็นคนละเรื่องกัน” ความน่าเชื่อถือของชิปโมเด็มต้องแลกมาด้วยการวิ่งทดสอบภาคสนามนับล้านชั่วโมง หากชิปของ Apple เกิดปัญหาจับสัญญาณหลุดบ่อย หรือกินพลังงานสูงในบางเครือข่าย ผู้ใช้จะโทษ Apple โดยตรงทันที

ผมมองว่า การก้าวสู่โมเด็มของตัวเองทั้งไลน์ในปี 2027 ไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัดต้นทุนค่าชิป แต่คือการช่วงชิง “เอกราชทางเทคโนโลยีชิ้นสุดท้าย” บน iPhone ของ Apple ครับ

หากเราย้อนดูประวัติศาสตร์ Apple พยายามควบคุมชิ้นส่วนหลักทุกอย่างในมือมาโดยตลอด ตั้งแต่ CPU, GPU, Neural Engine, ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ iOS, ไปจนถึงชิปไร้สาย Wi-Fi/Bluetooth รหัส N-Series ชิ้นส่วนภายนอกเพียงชิ้นเดียวที่ Apple ต้องยอมก้มหัวให้มาตลอดสิบปีที่ผ่านมาก็คือ โมเด็มเซลลูลาร์ของ Qualcomm

การที่ Apple ยอมจ่ายเงินค่าสิทธิบัตรต่อไปอย่างสงบ แต่ตัดฮาร์ดแวร์ชิปจริงทิ้งไป คือการส่งสัญญาณชัดเจนว่า Apple ไม่ต้องการให้ชะตากรรมของ iPhone ขึ้นอยู่กับตารางการส่งมอบชิ้นส่วนหรือข้อต่อรองราคาของบริษัทอื่นอีกต่อไป แม้ในช่วงแรก ชิปโมเด็มของ Apple อาจจะไม่ได้ทำความเร็วสปีดเทสต์ชนะชิปของ Qualcomm ในทุกมิติ แต่สิ่งที่ Apple ได้มาคือสิทธิ์ในการควบคุมการจัดสรรพลังงานและการทำงานร่วมกับ iOS ได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100% ครับ

แล้วเราควรทำอะไร

เมื่อทราบข่าวลือความเคลื่อนไหวนี้แล้ว คนใช้งานและคนรักแกดเจ็ตอย่างเราควรเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ผมสรุปคำแนะนำในทางปฏิบัติมาให้ดังนี้ครับ:

สำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่กำลังวางแผนซื้อเครื่องใหม่

  • ไม่ต้องชะลอการซื้อเพื่อรอ iPhone ปี 2027: หากคุณกำลังเล็งจะเปลี่ยนโทรศัพท์ในปี 2026 นี้ (ตระกูล iPhone 18) คุณสามารถตัดสินใจซื้อตามงบประมาณและความต้องการใช้งานได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องรอชิปโมเด็มปี 2027 เพราะสำหรับผู้ใช้ทั่วไปในประเทศไทย เครื่องศูนย์ไทยของรุ่น iPhone 18 Pro และ iPhone Duo ได้ขยับมาใช้ชิปโมเด็ม Apple C2 อยู่แล้ว ประสบการณ์ใช้งานในชีวิตประจำวันไม่แตกต่างกันจนสังเกตได้
  • อย่าตัดสินความน่าใช้จากความเร็วสปีดเทสต์บนกระดาษ: ในการใช้งานจริง ความเร็ว 5G ระดับ 500 Mbps หรือ 1 Gbps แทบไม่สร้างความแตกต่างให้กับการดูวิดีโอ 4K หรือการเล่นเกม สิ่งสำคัญกว่าคือความนิ่งของสัญญาณและการกินแบตเตอรี่ ซึ่งต้องรอรีวิวจากผู้ใช้จริงหลังเครื่องเปิดตัว

สำหรับคนที่ชอบซื้อเครื่องหิ้วจากต่างประเทศ

  • สังเกตสเปกเครื่องสหรัฐฯ ในรุ่นปัจจุบันให้ดี: หากคุณกำลังพิจารณาซื้อเครื่องหิ้วสเปกสหรัฐฯ (US Model) ของ iPhone 18 Pro Max ในปัจจุบัน โปรดจำไว้ว่าเครื่องสหรัฐฯ ยังคงใช้ชิป Qualcomm Snapdragon X80 อยู่ ในขณะที่เครื่องศูนย์ไทยและยุโรปใช้ชิป Apple C2 ดังนั้นข้อแตกต่างนี้จะยังคงอยู่ไปจนกว่าจะถึงการเปลี่ยนผ่านใหญ่ในปี 2027
  • ตรวจสอบการรองรับคลื่นความถี่: เมื่อถึงปี 2027 ที่ Apple ใช้โมเด็มของตัวเองทั้งหมด ควรอ่านเอกสารสเปกหน้าเว็บไซต์ Apple ประเทศไทยเพื่อตรวจสอบว่าเครื่องโมเดลที่นำเข้ามารองรับย่านความถี่ 5G Sub-6GHz และฟังก์ชัน VoNR ของค่ายมือถือไทยอย่างครบถ้วนหรือไม่

สำหรับนักติดตามเทคโนโลยีและนักลงทุน

  • จับตาผลประกอบการของ Qualcomm ในช่วงปลายปี 2026 ถึง 2027: สัญญาณการเปลี่ยนผ่านของ Apple จะสะท้อนออกมาในตัวเลขคาดการณ์รายได้ล่วงหน้าของ Qualcomm อย่างชัดเจน และจะชี้วัดว่า Qualcomm จะสามารถหากลุ่มลูกค้ารถยนต์อัจฉริยะ (Automotive) หรือคอมพิวเตอร์ AI PC มาชดเชยรายได้จาก iPhone ได้ทันเวลาหรือไม่
  • รอติดตามงานเปิดตัวช่วงปลายปี 2027: จุดที่ต้องเฝ้ามองในการเปิดตัวจริงคือ Apple จะกล้าพูดถึงชิปโมเด็มบนเวทีคีย์โน้ตมากน้อยแค่ไหน หาก Apple พูดถึงอย่างภาคภูมิใจ แปลว่าประสิทธิภาพและสถิติต่างๆ อยู่ในระดับที่พวกเขาพอใจอย่างแท้จริง

ผมขอทิ้งคำถามหนึ่งข้อให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ: หากถึงวันที่ iPhone หันมาใช้ชิปโมเด็มของ Apple ทั้งหมด คุณให้ความสำคัญกับเรื่องไหนมากกว่ากัน ระหว่าง (A) แบตเตอรี่ที่อาจใช้ได้นานขึ้นจากการทำงานร่วมกันของชิป หรือ (B) ความมั่นใจในความเหนียวแน่นของสัญญาณที่ Qualcomm เคยทำไว้ได้ดีมาตลอดหลายสิบปี?

Recap

  • สถานะข้อมูล: เป็นรายงานข่าวลือ (Rumor) จากจดหมายข่าว Power On ของ Mark Gurman (Bloomberg) ยังไม่ได้รับการยืนยันจาก Apple
  • สาระสำคัญ: คาดการณ์ว่า iPhone ทุกรุ่นที่จะเปิดตัวในปี 2027 จะเปลี่ยนมาใช้ชิปโมเด็มที่ Apple ออกแบบเองทั้งหมด
  • การตัดขาด Qualcomm: เลิกซื้อชิปฮาร์ดแวร์โมเด็ม (Snapdragon) จาก Qualcomm อย่างสิ้นเชิง แต่ยังคงจ่ายค่าสิทธิบัตรเซลลูลาร์ (Patent Royalties) ต่อไปตามสัญญาฉบับใหม่ที่เริ่ม 1 เมษายน 2027
  • บริบทปัจจุบัน: ใน iPhone 18 ซีรีส์ มีเพียงรุ่น iPhone 18 Pro Max ในสหรัฐฯ ที่ยังใช้ Qualcomm Snapdragon X80 ส่วนรุ่น Pro ทั่วโลกและ Duo ใช้ Apple C2
  • มุมมองผลกระทบต่อคนไทย: เครื่องศูนย์ไทยส่วนใหญ่เริ่มใช้งานโมเด็มตระกูล C ของ Apple อยู่แล้ว ผลกระทบเรื่องสัญญาณจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนก และไม่จำเป็นต้องชะลอการซื้อเครื่องในปัจจุบันเพื่อรอรุ่นปี 2027
  • จุดที่ยังไม่แน่นอน: ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า Apple จะแบ่งระดับชิปโมเด็มระหว่างรุ่นปกติกับรุ่น Pro หรือไม่ และประสิทธิภาพในจุดอับสัญญาณจริงยังต้องรอการพิสูจน์