แว่น Apple Vision Pro รุ่นปัจจุบันวางบนแท่นทดสอบ โดยมีภาพสเก็ตช์แนวคิดลดน้ำหนักและกล่องประมวลผลภายนอกแบบ puck

ข่าวลือ Apple ซุ่มพัฒนา Vision Pro รุ่นใหม่ N224 เน้นเบาลง ทดสอบ 4 ดีไซน์รวมถึงแยกกล่องประมวลผล

น้องกายEngineering

[!WARNING] สถานะเนื้อหา: ข่าวลือ (Rumor) และยังไม่ได้รับการยืนยัน ข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้อ้างอิงจากรายงานความเคลื่อนไหวภายในของนักข่าวสายวงใน Mark Gurman แห่ง Bloomberg ทาง Apple ยังไม่ได้ออกมายืนยัน แถลงข่าว หรือเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์รุ่นนี้อย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

Apple กำลังซุ่มพัฒนาแว่น Vision Pro รุ่นถัดไปที่เน้นการลดน้ำหนักตัวเครื่องอย่างจริงจังภายใต้โค้ดเนม Project N224 โดยมีรายงานหลุดออกมาเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2026 ว่าบริษัทกำลังทดสอบดีไซน์ต้นแบบถึง 4 รูปแบบ รวมถึงแนวคิดการแยกหน่วยประมวลผลออกมาไว้ในกล่องภายนอก (puck) แม้ว่ากรอบเวลาเปิดตัวที่คาดการณ์อาจต้องรอยาวไปจนถึงช่วงปลายปี 2028 ถึงต้นปี 2029 ครับ

ปัญหาน้ำหนักตัวเครื่องที่หนักจนใส่ได้นานลำบากของ Vision Pro รุ่นปัจจุบัน กลายเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดที่ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากบ่นว่าสวมใส่ต่อเนื่องได้ยาก และทำให้กระแสของระบบประมวลผลเชิงพื้นที่ (Spatial Computing) ชะลอตัวลงกว่าที่คาดไว้ ข่าวกรองล่าสุดนี้จึงเผยให้เห็นความพยายามครั้งใหญ่ของทีมวิศวกร Apple ในการแก้ปัญหาทางฟิสิกส์และสรีรศาสตร์นี้ให้ได้

ผมได้รวบรวมรายละเอียดจากรายงานของ Mark Gurman แห่งสำนักข่าว Bloomberg ผ่านทาง 9to5Mac, ข้อมูลเสริมจาก iClarified และบทวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานจาก Digital Today เพื่อสรุปให้เห็นว่า Apple กำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมผู้บริหารระดับสูงถึงเริ่มเสียงแตก และคนใช้งานทั่วไปอย่างเราต้องเตรียมตัวอย่างไรครับ

เกิดอะไรขึ้น (สรุป 30 วินาที)

รายงานของ Mark Gurman เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2026 เปิดเผยว่า Apple กำลังดำเนินโครงการพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่รหัส N224 ซึ่งถูกวางตำแหน่งให้เป็นรุ่นสืบทอด (successor) ของ Vision Pro ที่มีจุดมุ่งหมายหลักคือ “การลดน้ำหนักลงอย่างมีนัยสำคัญ” (9to5Mac)

ข้อเท็จจริงสำคัญตามรายงานข่าวลือระบุว่า:

  1. การทดสอบ 4 ดีไซน์ต้นแบบ: Apple กำลังประเมินแนวทางการออกแบบที่แตกต่างกันถึง 4 คอนเซ็ปต์เพื่อหาวิธีลดน้ำหนักตัวเครื่องให้ได้มากที่สุด
  2. แนวคิดแยกกล่องประมวลผล (External Puck): หนึ่งใน 4 ดีไซน์ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา คือการย้ายชิปประมวลผลหลัก ระบบพัดลมระบายความร้อน และแบตเตอรี่ ออกมาไว้ในกล่องภายนอกขนาดกะทัดรัด (คล้ายลูกฮอกกี้ หรือ Puck) แล้วเชื่อมต่อเข้ากับตัวแว่นผ่านสายเคเบิล คล้ายกับแนวทางที่ Meta และผู้ผลิตแว่นบางรายเคยทดลอง
  3. การทดลองเปลี่ยนวัสดุ: มีการทดสอบการใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบาลง เช่น โครงสร้างพลาสติกคุณภาพสูง โลหะผสมไทเทเนียม และวัสดุผสมคอมโพสิต แทนที่อะลูมิเนียมและกระจกลามิเนตชิ้นหนาที่ใช้ในรุ่นแรก (Digital Today)
  4. โครงการแว่นรุ่นประหยัด N100 ถูกพับเก็บ (Shelved): รายงานระบุว่าโครงการพัฒนา Vision Air หรือรุ่นราคาประหยัดที่เคยใช้รหัส N100 ได้ถูกระงับการพัฒนาชั่วคราว ทำให้โฟกัสทั้งหมดกลับมาอยู่ที่การทำรุ่นท็อป N224 ให้สมบูรณ์ก่อน
  5. กรอบเวลาที่คาดการณ์: โครงการยังอยู่ในระยะเริ่มต้น (early stage) อย่างมาก โดยคาดการณ์ว่าอาจยังไม่พร้อมเปิดตัวสู่ตลาดจนกว่าจะถึงช่วงปลายปี 2028 หรือต้นปี 2029

ทำไมเรื่องนี้เกี่ยวกับคุณ

สำหรับคนที่ชื่นชอบสินค้าไอทีและผู้ที่ติดตามทิศทางเทคโนโลยีของ Apple เรื่องนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อและการวางแผนในอนาคตครับ:

  • คนที่กำลังเล็งจะซื้อ Vision Pro รุ่นปัจจุบัน: หากคุณกำลังลังเลว่าจะควักเงินก้อนโตหลักแสนบาทซื้อเครื่องในตอนนี้ดีไหม ข่าวนี้บอกชัดเจนว่า คุณไม่ต้องกลัวว่าจะมีรุ่นใหม่ที่เบากว่าออกมาทับไลน์ในเร็วๆ นี้ เพราะรุ่นใหม่กว่าจะมาต้องรอยาวไปถึงปลายปี 2028 หรือต้นปี 2029 แต่ในทางกลับกัน มันก็เตือนว่าเครื่องที่คุณจะซื้อในวันนี้นั้นมีปัญหาน้ำหนักที่แก้ไขไม่ได้ด้วยซอฟต์แวร์
  • คนที่รอ “Vision รุ่นราคาประหยัด”: ข่าวที่ว่าโปรเจกต์ N100 (Vision Air) ถูกพับเก็บเข้าลิ้นชัก แปลว่าความหวังที่จะได้เห็นรุ่นราคาเข้าถึงง่ายจาก Apple ในเร็วๆ นี้ถูกเลื่อนออกไปอีก
  • นักพัฒนาแอปและครีเอเตอร์สาย 3D/Spatial: สำหรับนักพัฒนาที่ลงทุนสร้างคอนเทนต์สำหรับ visionOS สัญญาณนี้บอกว่า ตลาดอุปกรณ์สวมใส่ของ Apple จะยังคงเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche market) สำหรับลูกค้าระดับพรีเมียมและกลุ่มมืออาชีพไปอีกหลายปี ยังไม่ก้าวเข้าสู่ตลาดผู้ใช้กระแสหลัก (Mass Adoption) ในเร็ววัน

ทำงานยังไง (พร้อมอุปมาไทย)

เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมการลดน้ำหนักของแว่น Vision Pro ถึงเป็นโจทย์ที่ยากและซับซ้อนขนาดนี้ เราต้องดูปัญหาทางวิศวกรรมที่ทีม Apple กำลังเผชิญครับ

อุปมาไทย: หมวกกันน็อกมอเตอร์ไซค์ที่หนักจนปวดคอ กับทางเลือกว่าจะผ่าเอาเครื่องยนต์ใส่กระเป๋า

ลองนึกภาพเปรียบเทียบในชีวิตประจำวันแบบนี้ครับ คุณซื้อ หมวกกันน็อกมอเตอร์ไซค์แบบเต็มใบสุดล้ำ มาหนึ่งใบ มันมีทั้งหน้าจอแอนิเมชัน พัดลมแอร์ กล้องบันทึกภาพ และลำโพงเสียงรอบทิศทางในตัว แต่มันหนักมากจนใส่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำงานได้แค่ 20 นาทีก็ปวดต้นคอจนแทบทนไม่ไหว

ผู้ผลิตหมวกกันน็อกก็พยายามคิดหาวิธีแก้ปัญหา โดยแบ่งออกเป็นสองทางเลือก:

  • ทางเลือกแรก (แนวคิด All-in-One): ยังคงพยายามยัดทุกอย่างไว้ในหมวกใบเดิม แต่เปลี่ยนวัสดุเปลือกหมวก จากเหล็กหรือแก้วหนาๆ มาเป็นพลาสติกหรือคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา ซึ่งช่วยลดน้ำหนักได้นิดหน่อย แต่หมวกก็ยังหนาและหนักอยู่ดี
  • ทางเลือกที่สอง (แนวคิดแยกกล่อง Puck): ตัดสินใจ “ผ่าเอาเครื่องยนต์และแบตเตอรี่” ออกมาจากตัวหมวก แล้วเอาไปใส่ไว้ในกล่องขนาดกะทัดรัดให้ผู้ขับขี่สะพายเป้หรือเหน็บไว้ที่เอว จากนั้นต่อสายไฟขึ้นมาที่หมวก วิธีนี้ทำให้หมวกบนหัวเบาหวิว ใส่สบายได้ทั้งวัน แต่ข้อเสียคือมีสายไฟห้อยระโยงระยางให้รำคาญใจ

ในกรณีของ Apple แว่น Vision Pro รุ่นปัจจุบันหนักเพราะอัดแน่นไปด้วยชิป M2, ชิป R1, พัดลมระบายความร้อน, กล้องเซ็นเซอร์นับสิบตัว และจอแสดงผลภายนอก EyeSight การถกเถียงเรื่อง กล่อง Puck ใน Project N224 ก็คือการเลือกระหว่าง “ความสบายของศีรษะ” กับ “ความสวยงามไร้สาย” นั่นเองครับ

ศัพท์เทคนิคที่ควรรู้และแนวทางลดน้ำหนัก

  • External Processing Puck: กล่องประมวลผลแยกส่วนภายนอก ที่รวมเอาชิปประมวลผลหลัก (SoC) ระบบจัดการพลังงาน และแบตเตอรี่ไว้ด้วยกัน เพื่อให้ตัวแว่นที่อยู่บนใบหน้าทำหน้าที่เพียงแค่แสดงผลหน้าจอและรับภาพจากกล้องเซ็นเซอร์เท่านั้น
  • All-in-One Headset: อุปกรณ์สวมศีรษะที่รวมทุกชิ้นส่วน ทั้งจอ ชิป แบตเตอรี่ และวงจรไว้ในตัวอุปกรณ์ชิ้นเดียว ซึ่งเป็นแนวทางดั้งเดิมที่ Apple ให้ความสำคัญสูงสุดมาโดยตลอด
  • Spatial Computing (คอมพิวเตอร์เชิงพื้นที่): แนวคิดการประมวลผลที่ผสานโลกเสมือนเข้ากับสภาพแวดล้อมจริงแบบสามมิติ
  • Ergonomics (สรีรศาสตร์): ศาสตร์การออกแบบสิ่งของให้สอดคล้องกับสรีระร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นจุดบกพร่องสำคัญที่สุดของ Vision Pro รุ่นแรกที่มีการกระจายน้ำหนักเทมาด้านหน้าใบหน้ามากเกินไป

ตามรายงานของ Digital Today ในบรรดา 4 แนวคิดที่ Apple กำลังทดสอบ มีตั้งแต่การลดน้ำหนักแบบอนุรักษนิยมด้วยการเปลี่ยนกระจกโค้งด้านหน้าเป็นพลาสติก ไปจนถึงการตัดฟังก์ชันแสดงสายตาภายนอก (EyeSight) ทิ้ง และการแยกชิ้นส่วนประมวลผลออกมาภายนอกอย่างสิ้นเชิง

จุดหักมุม: ศึกความคิดในคูเปอร์ติโนและชะตากรรมของ N100

ในรายงานข่าวลือชิ้นนี้ มีจุดหักมุมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง 2 ประเด็นครับ:

จุดหักมุมที่ 1: ผู้บริหารระดับสูงของ Apple คัดค้านแนวคิดแยกกล่อง Puck อย่างรุนแรง

แม้ว่าการแยกชิ้นส่วนประมวลผลออกมาไว้ในกล่อง Puck จะเป็นวิธีแก้ปัญหาเรื่องน้ำหนักที่ดีที่สุดในเชิงวิศวกรรม แต่รายงานของ 9to5Mac ระบุว่า ผู้บริหารระดับสูงบางคนใน Apple แสดงท่าทีคัดค้านแนวคิดนี้อย่างหนักหน่วง

เหตุผลของฝั่งผู้บริหารคือ ปรัชญาการออกแบบของ Apple ยึดมั่นในความเรียบง่าย สะอาดตา และความสมบูรณ์แบบในตัวเอง (Elegance) การมีกล่องประมวลผลแยกที่ต้องต่อสายเคเบิลพาดผ่านลำตัวตลอดเวลา จะทำให้ภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ดูเกะกะและถอยหลังลงคลอง คล้ายกับอุปกรณ์สายเกมมิ่งหรือแว่น VR ยุคเก่า ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ของอุปกรณ์ระดับไฮเอนด์ที่ Steve Jobs หรือ Jony Ive เคยวางรากฐานไว้ ฝั่งผู้บริหารจึงยังคงผลักดันให้วิศวกรหาทางออกแบบเป็น All-in-One ต่อไปให้ได้

จุดหักมุมที่ 2: โครงการแว่นรุ่นถูก N100 โดนสั่งแช่แข็ง

รายงานอ้างอิงระบุว่าโครงการ Vision Air รหัส N100 ที่เคยถูกพูดถึงในฐานะรุ่นเบา/ราคาเข้าถึงง่ายกว่าถูกสั่งพักการพัฒนา (shelved) แล้ว

สาเหตุเป็นเพราะ Apple ค้นพบว่า การจะลดราคาลงมาให้ได้ตามเป้าหมาย จำเป็นต้องตัดสเปกหน้าจอ ชิปประมวลผล และกล้องเซ็นเซอร์ออกไปมากเกินไป จนทำให้ประสบการณ์การใช้งานตกลงมาอยู่ในระดับที่ Apple ยอมรับไม่ได้ ทางผู้บริหารจึงตัดสินใจพับโครงการราคาถูกเก็บไว้ก่อน แล้วหันมาทุ่มทรัพยากรทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำหนักของรุ่น Pro ภายใต้รหัส N224 แทน

เรื่องเงินและผลกระทบ

เรื่องเงินในกรณีนี้ผูกพันกับทั้งราคาต้นทุนการผลิตและราคาขายต่อผู้บริโภคครับ:

  • ผลกระทบจากการพับโครงการ N100: การระงับ N100 ชั่วคราวหมายความว่ารุ่นราคาเข้าถึงง่ายอาจยังไม่มาในจังหวะใกล้ๆ ตามที่เคยมีคนคาดไว้
  • ต้นทุนของวัสดุใหม่อย่างไทเทเนียมและพลาสติกชนิดพิเศษ: หาก Apple เลือกใช้ไทเทเนียมผสมคอมโพสิตใน Project N224 เพื่อคงความหรูหราแต่ลดน้ำหนัก ต้นทุนชิ้นส่วนตัวถังอาจจะไม่ได้ถูกลงกว่าเดิมมากนัก ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่า เมื่อเปิดตัวในปี 2028–2029 แว่นรุ่นใหม่จะยังคงตั้งราคาอยู่ในกลุ่มซูเปอร์พรีเมียมตามเดิม

ข้อมูลที่ยังไม่ชัด และสิ่งที่ยังไม่ยืนยัน

เนื่องจากรายงานนี้เป็น ข้อมูลข่าวลือและการสืบข่าววงใน จึงมีหลายประเด็นที่ยังไม่มีความแน่นอนสูงมากครับ (iClarified):

  1. ดีไซน์สุดท้ายแบบใดจะได้รับไฟเขียว?: ปัจจุบัน Apple อยู่ระหว่างการทดสอบคู่ขนานกันถึง 4 รูปแบบ ยังไม่มีข้อสรุปว่าดีไซน์ใดจะชนะ หรือทางผู้บริหารจะยอมผ่อนปรนให้ใช้กล่อง Puck หรือไม่
  2. น้ำหนักเป้าหมายที่แท้จริง: รายงานระบุเพียงว่า “เบาลงอย่างมีนัยสำคัญ” แต่ยังไม่มีตัวเลขยืนยันว่า Apple ตั้งเป้าจะรีดน้ำหนักลงมาลงมาเหลือเท่าใด (แหล่งข่าวลือยังไม่มีตัวเลขเป้าหมายชัดเจน)
  3. กรอบเวลาที่อาจคลาดเคลื่อนได้ตลอดเวลา: ตัวเลขช่วงเวลาปลายปี 2028 ถึงต้นปี 2029 เป็นเพียงการคาดการณ์จากขั้นตอนการพัฒนาในปัจจุบัน สำหรับโครงการฮาร์ดแวร์ระดับนี้ กรอบเวลาสามารถเลื่อนออกไปได้เสมอ หรือแม้กระทั่งถูกยกเลิกโครงการได้หากเทคโนโลยีแบตเตอรี่และหน้าจอยังไม่พร้อม
  4. ท่าทีของ Apple: Apple ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อรายงานข่าวลือนี้ตามธรรมเนียมปฏิบัติของบริษัท

เสียงสะท้อนจากวงการและมุมมองของผม

ข่าวรั่วรอบนี้ทำให้ชุมชนผู้ใช้เทคโนโลยีแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนครับ

ฝั่งผู้ใช้งานจริงจำนวนมากต่างปรบมือให้กับแนวคิดการแยกกล่อง Puck ออกมาภายนอก โดยให้เหตุผลว่า ความสวยงามที่ไร้สายไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากแว่นนั้นสวมใส่ได้เพียง 15 นาทีแล้วหน้าผากแดงปวดกล้ามเนื้อคอ การมีกล่องใส่กระเป๋ากางเกงเหมือนสมาร์ตโฟนแล้วต่อสายขึ้นมาเส้นเดียว เป็นสิ่งที่ผู้ใช้ยอมแลกได้อย่างสบายใจเพื่อให้สามารถนั่งทำงาน 4-5 ชั่วโมงติดต่อกันได้

ในขณะที่ฝั่งผู้คลั่งไคล้ในความสมบูรณ์แบบของการออกแบบมองว่า หาก Apple ยอมทำกล่อง Puck ก็เท่ากับยอมรับความพ่ายแพ้ในเชิงปรัชญา และถอยหลังกลับไปหาอุปกรณ์ VR ยุคเก่าที่น่าเกลียด

ผมมองว่า ปัญหาของ Vision Pro ในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องความละเอียดหน้าจอ หรือฟีเจอร์ซอฟต์แวร์ แต่เป็นเรื่องของ “กฎทางฟิสิกส์และสรีรศาสตร์ (Physics & Ergonomics)” ล้วนๆ

ตราบใดที่เทคโนโลยีแบตเตอรี่ยังมีความหนาแน่นของพลังงานเท่าเดิม และระบบระบายความร้อนของชิประดับเดสก์ท็อปยังต้องใช้ทองแดงกับพัดลม การจะบังคับให้ทุกอย่างอยู่บนดั้งจมูกและหน้าผากของมนุษย์โดยไม่ทำให้เมื่อยล้า ถือเป็นโจทย์ที่ฝืนฟิสิกส์อย่างยิ่ง

การที่ผู้บริหารบางส่วนยังยึดติดกับดีไซน์ All-in-One เพราะความสวยงาม อาจทำให้ Apple พลาดโอกาสสำคัญในการทำให้ผู้คนนำอุปกรณ์นี้มาใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ผมมองว่า ถ้า Apple ต้องการให้ Spatial Computing เกิดขึ้นจริงในทศวรรษนี้ พวกเขาอาจต้องยอม “กลืนน้ำลาย” แล้วเลือกทางที่ทำให้ผู้ใช้สวมใส่สบายที่สุดก่อน เรื่องความเนียนไร้สายค่อยว่ากันเมื่อเทคโนโลยีพร้อมในอีกสิบปีข้างหน้าครับ

แล้วเราควรทำอะไร

สำหรับคนไทยและผู้ที่กำลังสนใจแวดวง Gadget แว่นตาอัจฉริยะ ผมมีคำแนะนำเชิงปฏิบัติการดังนี้ครับ:

สำหรับผู้ใช้ทั่วไปและคนที่อยากสัมผัส Spatial Computing

  • ไม่ต้องชะลอการตัดสินใจเพื่อรอรุ่น N224: ถ้าคุณมีงบประมาณและอยากลองใช้งาน Vision Pro รุ่นแรกเพื่อการทำงานหรือความบันเทิง คุณสามารถซื้อได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะตกรุ่นในเร็ววัน เพราะแว่น N224 ยังอยู่อีกไกลมาก (อย่างน้อย 2-3 ปีข้างหน้า)
  • ลงทุนกับอุปกรณ์เสริมเพื่อสรีรศาสตร์แทน: หากคุณใช้งาน Vision Pro รุ่นปัจจุบันอยู่ วิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้คือการหาซื้อสายรัดศีรษะเสริม (Third-party straps) หรือแผ่นรองน้ำหนักท้ายทอยที่มีขายในตลาดเพื่อช่วยเฉลี่ยแรงกดบนใบหน้า
  • ติดตามข่าวสารด้วยความระมัดระวัง: จำไว้เสมอว่านี่คือ “ข่าวลือขั้นต้น” ห้ามนำข่าวนี้ไปใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจทางธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงจนกว่าจะมีประกาศอย่างเป็นทางการ

สำหรับนักพัฒนาแอปพลิเคชันและธุรกิจคอนเทนต์

  • พัฒนาแอปพลิเคชันบน visionOS ต่อไปได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเปลี่ยนฮาร์ดแวร์กะทันหัน: โครงสร้างสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ของ Apple ยังคงอิงกับแพลตฟอร์ม visionOS และสเปกระดับชิปตระกูล M-Series โค้ดที่คุณเขียนในวันนี้จะยังคงใช้งานได้ต่อเนื่องไปจนถึงรุ่นถัดไป
  • ออกแบบแอปพลิเคชันให้เหมาะกับการใช้งานช่วงสั้นๆ (Micro-sessions): เมื่อรู้ว่าฮาร์ดแวร์ยังมีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักไปอีกหลายปี นักพัฒนาควรเน้นสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ไม่บังคับให้ผู้ใช้ต้องสวมแว่นต่อเนื่องยาวนานเกิน 30-45 นาทีต่อรอบ

ผมขอทิ้งคำถามหนึ่งข้อให้ทุกคนลองแสดงความเห็นกันครับ: ถ้าคุณต้องเลือกซื้อแว่น Vision Pro รุ่นถัดไป คุณจะเลือกแบบไหน ระหว่าง (A) สวยหรูไร้สายเป็นชิ้นเดียว แต่หนักจนใส่ได้แค่ 30 นาที หรือ (B) แว่นเบาหวิวใส่สบายทั้งวัน แต่ต้องยอมมีกล่องประมวลผลเหน็บเอวและมีสายไฟต่อขึ้นมา?

Recap

  • สถานะข่าว: เป็นข่าวลือ (Rumor) จาก Mark Gurman แห่ง Bloomberg ยังไม่ได้รับการยืนยันจาก Apple
  • โค้ดเนมโครงการ: Project N224 แว่นตารุ่นสืบทอดของ Vision Pro ที่เน้นการลดน้ำหนักเป็นเป้าหมายหลัก
  • ดีไซน์ที่ทดสอบ: อยู่ระหว่างการทดสอบ 4 แนวคิด รวมถึงแนวคิดการแยกกล่องประมวลผลและแบตเตอรี่ภายนอก (External Puck)
  • ความขัดแย้งภายใน: ผู้บริหารระดับสูงบางรายคัดค้านแนวคิดกล่อง Puck เพราะต้องการรักษาดีไซน์ All-in-One ที่เรียบหรู
  • รุ่นประหยัด N100: โครงการ Vision Air ราคาประหยัดถูกสั่งพับเก็บ (shelved) ชั่วคราว
  • กรอบเวลาคาดการณ์: คาดว่าจะยังไม่เปิดตัวจนกว่าจะถึงช่วงปลายปี 2028 หรือต้นปี 2029