
ช่องโหว่เก่ายังถูกใช้จริง CISA เตือนระบบที่ออฟฟิศอาจลืมอัปเดต
CISA หน่วยงานความมั่นคงไซเบอร์สหรัฐฯ เพิ่มช่องโหว่เก่า 5 รายการ ที่ถูกใช้โจมตีจริง แปลว่าเรื่องนี้ครอบคลุมหลายระบบที่ออฟฟิศอาจยังใช้อยู่ ตามรายงาน The Hacker News ส่วน The Terminal Space ระบุวันที่เพิ่มเป็น 8 ตุลาคม 2026 ครับ
รายชื่อครอบคลุม ProFTPD, ONLYOFFICE Docs, Strapi, Apache Struts และ ISC BIND ตาม Security Affairs สำหรับคนทำงาน ประเด็นคือระบบส่งไฟล์ เอกสาร หรือเว็บที่ยังทำงานปกติ อาจต้องให้ผู้ดูแลตรวจมากกว่าหน้าจอที่เราเห็น ข่าวนี้ไม่ได้ยืนยันว่าบริษัทหรือโรงเรียนของคุณถูกเจาะแล้ว แต่ให้รายการที่นำไปถามคนดูแลได้ทันที
สรุป 30 วินาที: เกิดอะไรขึ้น
KEV หรือ Known Exploited Vulnerabilities คือบัญชีช่องโหว่ที่มีหลักฐานว่าถูกใช้โจมตีจริง ความหมายนี้ต่างจากการพบข้อผิดพลาดที่ยังเป็นเพียงความเสี่ยงในทางทฤษฎี The Terminal Space ย้ำว่าการเข้าบัญชีไม่ได้บอกความถี่หรือรายชื่อเหยื่อของแต่ละช่องโหว่
กำหนดแก้ไขของหน่วยงานพลเรือนฝ่ายบริหารรัฐบาลกลางสหรัฐฯ คือ 11 ตุลาคม 2026 แปลว่าเป็นวันครบกำหนดของหน่วยงานกลุ่มนั้น ตาม Security Affairs และ The Hacker News วันที่นี้จึงไม่ควรถูกนำมาเขียนเป็นเส้นตายบังคับบริษัทไทยครับ
การเพิ่มรายชื่อเกิดพร้อมคำเตือนร่วมเกี่ยวกับผู้โจมตีที่เชื่อมโยงรัฐบาลจีนและได้รับการสนับสนุนจาก Integrity Technology Group ตาม CISA ส่วน The Hacker News เชื่อมข่าวช่องโหว่กับชื่อกลุ่ม Flax Typhoon โดยตรง ต้องแยกชื่อที่สื่อใช้จากขอบเขตที่คำเตือนทางการอธิบาย
แล้วทำไมช่องโหว่ที่มีข่าวมานานยังกลับมาสำคัญอีก? เพราะสถานะใน KEV บอกว่ามีการใช้โจมตีจริงแล้ว ขณะที่เครื่องแต่ละเครื่องยังต้องตรวจเงื่อนไขของตัวเอง ตามข้อจำกัดที่ The Terminal Space อธิบาย อายุของข่าวจึงใช้แทนผลตรวจระบบไม่ได้
ทำไมเรื่องนี้เกี่ยวกับคุณ
ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ ครู หรือพนักงานที่ฝากผู้รับจ้างดูแลเว็บ จุดเริ่มต้นคือถามว่าระบบเบื้องหลังใช้ชื่อเหล่านี้หรือไม่ สำหรับบทความนี้ ProFTPD คือซอฟต์แวร์บริการส่งไฟล์ผ่าน FTP ส่วน ONLYOFFICE Docs คือระบบเอกสาร และ Strapi คือระบบจัดการเนื้อหาเว็บหรือ CMS นี่คือคำอธิบายชื่อเพื่อใช้คุยกับผู้ดูแล ไม่ใช่หลักฐานว่าทุกองค์กรไทยใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้
Apache Struts เป็นส่วนประกอบสำหรับสร้างเว็บด้วยภาษา Java ส่วน ISC BIND ทำหน้าที่บริการ DNS ซึ่งช่วยให้ระบบค้นหาปลายทางจากชื่อเว็บไซต์ หากคุณมีเว็บเก่า หรือ NAS ซึ่งเป็นเครื่องเก็บไฟล์ที่ใช้ร่วมกันในเครือข่าย ให้ถามผู้ดูแลว่ามีส่วนประกอบที่อยู่ในรายชื่อหรือไม่ อย่าเหมารวมว่า NAS ทุกเครื่องมี ProFTPD หรือได้รับผลกระทบเหมือนกัน
เหตุผลที่ต้องถามเป็นรายระบบคือผลของช่องโหว่ต่างกัน มีทั้งการเข้าถึงไฟล์ การเปิดเผยข้อมูล และการทำให้บริการหยุดทำงาน ตามรายการของ The Hacker News คนทั่วไปจึงไม่ต้องจำรหัสทั้งหมด แต่ควรรู้ว่าใครรับผิดชอบระบบที่เก็บข้อมูลหรือให้บริการอยู่
คำเตือน CISA ระบุเป้าหมายในภาคการศึกษาและองค์กรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย แต่แหล่งที่อ่านไม่ได้ให้จำนวนเหยื่อไทยหรือรายชื่อองค์กรไทย ประเด็นสำหรับคุณจึงเป็นการตรวจระบบที่ใช้อยู่ ไม่ใช่การสรุปจากที่ตั้งว่าโดนโจมตีแน่นอน
ทำงานยังไง
CVE คือรหัสอ้างอิงช่องโหว่ เพื่อให้ผู้ผลิตและผู้ดูแลพูดถึงปัญหาเดียวกันได้ตรงกัน การพบชื่อผลิตภัณฑ์ยังไม่พอ ต้องตรวจรุ่นและการตั้งค่าด้วย The Terminal Space ย้ำว่าช่องโหว่แต่ละรายการมีเงื่อนไขที่กำหนดว่าเครื่องนั้นเปิดรับความเสี่ยงหรือไม่
ตารางนี้เก็บรหัสให้ส่งต่อทีมดูแล โดยสรุปเฉพาะผลกระทบตาม The Hacker News ไม่ลงรายละเอียดวิธีโจมตี คำว่า “สั่งให้เครื่องทำงานจากระยะไกล” หมายถึงผู้โจมตีอาจทำให้เครื่องรันคำสั่งที่ตนต้องการได้
| ระบบและรหัสอ้างอิง | ผลกระทบที่รายงาน | ประเด็นสำหรับผู้ดูแล |
|---|---|---|
| ProFTPD — CVE-2015-3306 | อ่านและเขียนไฟล์โดยไม่ได้รับอนุญาต | ตรวจบริการส่งไฟล์และรุ่นที่ติดตั้ง |
| ONLYOFFICE Docs — CVE-2021-3199 | เข้าถึงตำแหน่งไฟล์ที่ไม่ควรเข้าถึง และอาจสั่งงานเครื่องจากระยะไกล | ตรวจระบบเอกสารกับเงื่อนไขการใช้งาน |
| Strapi — CVE-2023-22894 | เปิดเผยข้อมูลผู้ใช้ที่เก็บแบบอ่านได้โดยตรง | ตรวจรุ่นและสิทธิ์ผู้ดูแลเว็บ |
| Apache Struts — CVE-2016-3081 | อาจสั่งงานเครื่องจากระยะไกล | ตรวจส่วนประกอบของเว็บ Java และการตั้งค่า |
| ISC BIND — CVE-2015-5477 | ทำให้บริการหยุดทำงาน หรือ denial of service | ตรวจบริการ DNS และความต่อเนื่องของระบบ |
สำหรับ Struts แหล่งข่าวระบุว่าปัญหาต้องมีฟีเจอร์ Dynamic Method Invocation เปิดอยู่ ฟีเจอร์นี้เกี่ยวกับการเลือกเรียกส่วนทำงานของเว็บขณะรับคำขอ และการปิดเป็นวิธีลดความเสี่ยงที่รายงานไว้ ตาม The Terminal Space ให้ผู้ดูแลตรวจการตั้งค่าแทนการลองส่งคำขอโจมตี
ส่วน ONLYOFFICE มีเงื่อนไขการใช้ JWT ซึ่งเป็นข้อมูลยืนยันสิทธิ์ที่ระบบส่งให้กัน ตาม The Hacker News รายละเอียดนี้เป็นเหตุผลให้ผู้ดูแลตรวจรูปแบบติดตั้ง ไม่ใช่คำแนะนำให้ปิดระบบยืนยันสิทธิ์เอง ส่วน Strapi มีข้อมูลเรื่องเงื่อนไขการเข้าถึงที่ต่างกัน ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อข้อมูลที่ยังไม่ชัด
นึกถึง ช่องเก่าของประตูโรงแรมที่โจรยังใช้เปิดห้องได้อยู่ แม้โรงแรมจะสร้างมานาน ครับ การซ่อมต้องดูว่าประตูห้องนั้นยังมีช่องอยู่หรือไม่ และถ้ามีคนเข้ามาก่อนซ่อมก็ต้องตรวจของในห้องด้วย ป้ายบอกปีที่สร้างโรงแรมไม่ได้ช่วยปิดประตู อุปมานี้แยกให้เห็นงานแก้ช่องโหว่กับงานตรวจว่ามีการบุกรุกไปแล้วหรือยัง
จุดหักมุม: อัปเดตแล้ว งานอาจยังไม่จบ
แต่ “ช่องโหว่เก่า” ไม่ได้แปลว่า “ปลอดภัยแล้ว” และการติดตั้งแพตช์ ซึ่งเป็นชุดแก้ไขซอฟต์แวร์ ไม่ได้ตอบทุกเรื่องของเหตุที่เกิดก่อนหน้านั้น CISA จึงเรียกร้องให้ผู้ดูแลค้นหาร่องรอยการบุกรุกด้วย
The Terminal Space รายงานเพียงแหล่งเดียวในชุดนี้ว่า 4 รายการ มีธงให้ตรวจร่องรอยบุกรุก แปลว่าไม่ได้มีแค่งานอัปเดต ได้แก่ ProFTPD, Struts, ONLYOFFICE และ Strapi คำว่า forensic triage ในข่าวนี้หมายถึงการตรวจหลักฐานเบื้องต้น เพื่อประเมินว่าระบบถูกบุกรุกหรือไม่
แต่ BIND เป็นรายการที่ไม่มีธงดังกล่าว ตามรายงานแหล่งเดียวของ The Terminal Space ความต่างนี้ช่วยจัดงานตรวจให้ตรงปัญหา แต่ไม่ได้ยืนยันว่าเครื่อง BIND ปลอดภัยจากการโจมตีแบบอื่น หรือให้เลิกตรวจเมื่อมีเหตุผิดปกติ
เรื่องเงิน / ผลกระทบ
ผลกระทบทางธุรกิจต้องแยกตามชนิดปัญหาครับ สำหรับ BIND ข่าวระบุเรื่องบริการหยุดทำงาน ส่วน ProFTPD มีความเสี่ยงต่อการอ่านหรือเขียนไฟล์ ตาม The Hacker News หากระบบเหล่านี้รองรับงานของคุณ สิ่งที่ต้องประเมินคือเวลาที่งานหยุดและข้อมูลที่ระบบเข้าถึงได้ นี่เป็นกรอบประเมิน ไม่ใช่ยอดความเสียหายที่รายงานแล้ว
คำเตือน CISA กล่าวถึงการขโมยอีเมลและข้อมูลเข้าถึงบัญชี รวมถึงการรักษาช่องทางเข้าเครือข่ายไว้ สำหรับกิจการที่มีข้อมูลลูกค้า ประเด็นจึงครอบคลุมความลับของข้อมูลด้วย ไม่ได้จบที่เว็บเปิดขึ้นหรือไม่ และข่าวไม่ได้ระบุว่าช่องโหว่แต่ละตัวทำให้เกิดผลทั้งหมดนี้เพียงลำพัง
ไม่มีตัวเลขค่าเสียหายขององค์กรไทยหรือราคาแก้ระบบในแหล่งชุดนี้ จึงบอกไม่ได้ว่าคุณต้องจ่ายเท่าไร ถ้าต้องขอใบเสนอราคา แนะนำให้แยกงานอัปเดต งานตรวจร่องรอย และงานเปลี่ยนระบบที่หมดการสนับสนุน จะได้เห็นว่าผู้รับจ้างเสนอแก้ส่วนไหน
ทางเลือกเปลี่ยนระบบมีฐานจากคำแนะนำ CISA ที่ให้ทดแทนผลิตภัณฑ์หมดอายุด้วยตัวเลือกที่ยังได้รับการสนับสนุน พร้อมทำสำรองข้อมูลแยกจากระบบหลัก ก่อนอนุมัติงบจึงควรให้ผู้ดูแลตอบว่าระบบยังมีผู้ผลิตออกอัปเดตหรือไม่ และข้อมูลสำรองเข้าถึงได้อย่างปลอดภัยหรือยัง
ข้อมูลที่ยังไม่ชัด และจุดที่แหล่งข่าวพูดไม่ตรงกัน
ฝั่งที่เรียกร้องให้ลงมือ: CISA ขอให้ค้นหาการบุกรุก ปิดบริการที่ไม่ใช้ และอัปเดตให้ทัน ส่วน The Hacker News รายงานว่าหน่วยงานรัฐบาลกลางต้องแก้ไขหรือหยุดใช้ซอฟต์แวร์ที่ได้รับผลกระทบ จุดร่วมคือมีเหตุให้ดำเนินการ ไม่ใช่รอจนเห็นระบบล่ม
ฝั่งที่ทักท้วงการเหมารวม: The Terminal Space ชี้ว่ารายการ KEV ไม่บอกว่าใครโจมตีใคร หรือเกิดบ่อยแค่ไหน อีกทั้งแต่ละช่องโหว่ยังมีเงื่อนไข แหล่งนี้ไม่ได้ค้านการแก้ไข แต่ค้านการอ่านรายชื่อแล้วสรุปว่าเครื่องทุกเครื่องถูกเจาะ นี่คือข้อจำกัดที่ควรเก็บไว้พร้อมความเร่งด่วน
คำสั่งที่อ้างคนละฉบับ: Security Affairs อ้าง BOD 22-01 ซึ่งเป็นคำสั่งปฏิบัติการของ CISA แต่ The Terminal Space ระบุว่า BOD 26-04 เข้ามาแทนแล้ว รายงานหลังเป็นแหล่งเดียวในชุดนี้ที่อธิบายการแทนที่ จึงไม่ควรนำรายละเอียดนั้นมาพูดเสมือนตรวจเอกสารคำสั่งต้นฉบับครบแล้ว
ขอบเขต Strapi ต่างกัน: The Hacker News ระบุเงื่อนไขว่าผู้โจมตีเข้าถึงหน้าผู้ดูแลได้ก่อน ส่วน The Terminal Space รายงานว่าผู้ผลิตพบภายหลังว่าผู้ไม่ผ่านการยืนยันตัวตนก็ใช้ช่องโหว่ได้ เรามีข้อมูลผู้ผลิตผ่านการรายงานต่อของสื่อ จึงต้องให้ทีมดูแลตรวจประกาศผู้ผลิตกับรุ่นจริงก่อนตัดสินขอบเขต
The Terminal Space รายงานเพียงแหล่งเดียวว่าขอบเขต Strapi เริ่มจากรุ่น 3.2.1 แปลว่าต้องย้อนตรวจรุ่นเก่าด้วย และรายงานเพียงแหล่งเดียวว่าการแก้ไขอยู่ที่ v4.8.0 แปลว่ารุ่นก่อนหน้านั้นอยู่ในขอบเขตที่สื่อนี้อธิบาย แต่ตารางท้ายคำเตือน CISA ระบุถึงรุ่น 4.5.5 แปลว่าขอบเขตในตารางแคบกว่ารายงานสื่อ จึงไม่ควรใช้ตารางนี้รับรองว่ารุ่นที่อยู่นอกช่วงปลอดภัยทั้งหมด
ชื่อกลุ่มก็มีข้อจำกัด: The Hacker News ใช้ชื่อ Flax Typhoon แต่ CISA บอกว่าพฤติกรรมสอดคล้องกับกลุ่มที่มีหลายชื่อ และการจัดกลุ่มของบริษัทความปลอดภัยอาจไม่ตรงกับรัฐบาลทุกกรณี จึงไม่ควรสรุปว่าทุกเหตุที่พบช่องโหว่ชุดนี้เป็นฝีมือกลุ่มเดียวกัน
ถ้าไม่มีตัวเลขเหยื่อไทย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าระบบของเรามีปัญหา? คำตอบต้องมาจากรุ่น การตั้งค่า และหลักฐานในระบบของคุณ แหล่งข่าวชุดนี้ยังไม่ให้จำนวนเครื่องไทยที่เปิดรับความเสี่ยง หรือช่วงเวลาบุกรุกขององค์กรใดในไทย เราจึงไม่เติมตัวเลขเหล่านั้นครับ
แล้วเราควรทำอะไร
คนทั่วไป เจ้าของกิจการ และโรงเรียน
- ส่งรายชื่อผลิตภัณฑ์กับตารางรหัสด้านบนให้ผู้ดูแลเว็บหรือโฮสติ้ง ซึ่งคือผู้ให้บริการเครื่องที่รันเว็บ ขอคำตอบว่ามีระบบใดตรงรายชื่อ พร้อมรุ่นและผู้รับผิดชอบ การถามให้ชัดสอดคล้องกับข้อจำกัดเรื่องเงื่อนไขรายเครื่องที่ The Terminal Space ย้ำไว้
- ขอแผนแก้ไขที่บอกว่าจะอัปเดต ลดการเปิดบริการ หรือเปลี่ยนระบบหมดการสนับสนุน ตามแนวทาง CISA ให้ผู้ดูแลแจ้งงานที่จะกระทบและวิธีสำรองข้อมูลด้วย อย่าปิดระบบที่โรงเรียนหรือร้านยังต้องใช้โดยไม่มีคนรับผิดชอบ
- ใช้การยืนยันตัวตนหลายขั้น หรือ MFA ซึ่งเพิ่มการตรวจตัวตนนอกเหนือจากรหัสผ่าน ตามคำแนะนำ CISA โดยเฉพาะอีเมลและบัญชีเข้าระบบสำคัญ ไม่รับไฟล์อัปเดตจากอีเมลแปลก เพราะ CISA เตือนให้ใช้อัปเดตจากแหล่งที่เชื่อถือได้
ทีม IT และผู้รับจ้างดูแลระบบ
- ตรวจรุ่นจริงพร้อมการเปิดรับจากอินเทอร์เน็ต และเงื่อนไขใช้งานของแต่ละผลิตภัณฑ์ ตาม The Terminal Space สำหรับรุ่นแก้ไขที่ไม่ได้ยืนยันครบในแหล่งชุดนี้ ให้ตรวจจากผู้ผลิตก่อนดำเนินการ บทความนี้ไม่เดารุ่นแพตช์ให้ทุกตัว
- ปิดบริการและช่องทางเชื่อมต่อที่ไม่ได้ใช้ ลดสิทธิ์บัญชีผู้ดูแล และแยกเครือข่ายเพื่อจำกัดการเข้าถึงข้อมูลสำคัญ ตาม CISA ถ้า Struts เปิดฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องอยู่ ให้ประเมินการปิดตามทางลดความเสี่ยงที่ The Terminal Space รายงานไว้
- ตรวจบันทึกการใช้งานเว็บ บัญชีที่เข้าใช้นอกเวลาปกติ และการส่งข้อมูลออกที่ผิดจากพฤติกรรมเดิม ตาม CISA บันทึกเหล่านี้ช่วยตรวจเหตุย้อนหลัง ให้แยกผลตรวจออกจากสถานะ “ติดตั้งอัปเดตแล้ว” ในรายงานงานแก้ไข
- เมื่อพบความเป็นไปได้ว่าถูกบุกรุก ให้ระบุเครื่องที่เกี่ยวข้อง แยกเครื่องออก และรวบรวมหลักฐานเพื่อประเมินขอบเขต ตามขั้นตอนรับมือเหตุของ CISA ให้ทีมรับผิดชอบวางแผนกำจัดการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาตต่อ ไม่สรุปว่าอัปเดตสำเร็จเท่ากับเหตุจบแล้ว
นักพัฒนาและทีมที่ดูแลระบบเอกสารหรือ CMS
- ตรวจส่วนประกอบที่ระบบใช้อยู่จริง โดยเฉพาะ Struts, ONLYOFFICE และ Strapi ตามรายการใน The Hacker News ระบุว่าทีมใดรับผิดชอบการอัปเดต หากผู้ให้บริการกับทีมพัฒนาแบ่งหน้าที่กัน ให้ขอคำตอบเป็นระบบเดียวกัน
- ปรับการตรวจข้อมูลที่ผู้ใช้ส่งเข้าเว็บ จำกัดสิทธิ์ผู้ดูแล และทบทวนแอปที่เชื่อมบัญชีคลาวด์ซึ่งเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ ตาม CISA นี่เป็นงานป้องกันเสริมควบคู่การแก้ช่องโหว่ ไม่ใช่หลักฐานว่ารุ่นเก่ากลับมาปลอดภัยโดยไม่อัปเดต
ผมมองว่า…
ผมมองว่า ประเด็นนี้ ไม่ใช่การแข่งขันจำชื่อช่องโหว่ แต่คือการรู้ว่าใครดูแลระบบที่งานของเราฝากไว้ ครับ สิ่งที่คนทั่วไปควรได้กลับมาคือคำตอบตรวจสอบได้ว่าระบบใดได้รับผลกระทบ แก้อะไรแล้ว และยังต้องตรวจหลักฐานส่วนไหน การมีเจ้าของงานชัดเจนช่วยให้คำเตือนกลายเป็นงานที่ตามต่อได้
ผมมองว่า ควรรักษาทั้งความเร่งด่วนและความพอดีไว้พร้อมกัน หลักฐานการใช้โจมตีจริงทำให้ควรลงมือ แต่ไม่ได้อนุญาตให้เราประกาศว่าทุกบริษัทถูกเจาะ การให้ทีมดูแลตอบจากระบบจริงจึงมีประโยชน์กว่าการส่งข่าวต่อพร้อมความตกใจ แล้วไม่มีใครรู้ว่าต้องเริ่มตรงไหน
ปิดท้าย: สิ่งที่ต้องจับตา
ความปลอดภัยของระบบเก่าวัดได้จากสภาพที่ยังใช้งานอยู่ มากกว่าปีที่ชื่อช่องโหว่ปรากฏในข่าว หลังวันที่ครบกำหนดแก้ไขของหน่วยงานสหรัฐฯ ที่ The Hacker News รายงานไว้ สิ่งที่คุณควรตามคือคำยืนยันการแก้ระบบจากผู้ดูแล และผลตรวจการบุกรุกตามแนวทาง CISA แหล่งชุดนี้ไม่ได้ให้วันประกาศผลตรวจรอบถัดไป
สำหรับเว็บหรือระบบเก็บเอกสารที่คุณใช้ทำงาน ตอนนี้คุณรู้หรือยังว่าใครเป็นคนรับผิดชอบอัปเดตมัน?
Recap
- เกิดอะไรขึ้น: CISA เพิ่มช่องโหว่เก่าที่ถูกใช้โจมตีจริง ครอบคลุมบริการไฟล์ เอกสาร เว็บ และ DNS ตาม The Hacker News
- จำนวนที่ต้องจำ: 5 รายการ แปลว่าต้องตรวจหลายผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่อัปเดตเว็บอย่างเดียว ตาม Security Affairs
- จุดที่ข้อมูลต่างกัน: Security Affairs กับ The Terminal Space อ้างคำสั่งคนละฉบับ และขอบเขต Strapi ในรายงานสื่อกว้างกว่าตาราง CISA
- ยังไม่รู้: จำนวนเหยื่อไทย เครื่องไทยที่เปิดรับความเสี่ยง และค่าแก้ไขขององค์กรคุณ ไม่มีอยู่ในแหล่งที่อ่าน
- กระทบคุณอย่างไร: ถามผู้ดูแลว่าใช้ผลิตภัณฑ์ในรายชื่อหรือไม่ และขอแผนอัปเดตหรือเปลี่ยนระบบตามแนวทาง CISA
- สิ่งที่ต้องจับตา: แยกผลอัปเดตกับผลตรวจบุกรุก ส่วนความต่างของธงตรวจระหว่าง BIND กับระบบอื่นยังเป็นข้อมูลจาก The Terminal Space เพียงแหล่งเดียวในชุดนี้
- แหล่งอ้างอิง: 1 — Security Affairs, 2 — The Hacker News, 3 — The Terminal Space, 4 — CISA