ห้องพักโรงแรมมืดโทนเขียวเข้ม มือถือตั้งบนกองหนังสือ หน้าจอวิดีโอคอลเป็นเงาคนเบลอ มีเทปสีอำพันแปะทับตำแหน่งปุ่มวางสาย ข้างกันมีซองเอกสารสีน้ำตาล สมุดบัญชี และกระเป๋าเดินทางที่เปิดค้าง

ตำรวจวิดีโอคอลมา สั่ง “ห้ามวางสาย” = มิจฉาชีพ 100%: มุกแก๊งคอลล่าสุดหลอกนักศึกษาให้ขอเงินพ่อแม่เป็น “ค่าทุนเรียนต่อ”

น้องกายEngineering

นักศึกษาถูกตำรวจปลอมควบคุมผ่านวิดีโอคอลนาน 50 ชั่วโมง ในเคสที่กรุงเทพธุรกิจรายงานช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ครับ วิดีโอคอลก็คือการโทรแบบเห็นหน้าผ่านกล้อง แต่สายนี้มาพร้อมคำสั่งห้ามวางสาย ห้ามบอกใคร และเรื่องทุนเรียนต่อที่ใช้ให้ลูกขอเงินพ่อแม่

สรุป 30 วินาที: เกิดอะไรขึ้น

กรุงเทพธุรกิจยกตัวอย่างนักศึกษาปี 1 ที่สูญเงินกว่า 2 ล้านบาท จากกลโกงนี้ คนร้ายให้สร้างเรื่องขอเงินผู้ปกครอง โดยมักอ้างว่าได้ทุนไปต่างประเทศและต้องจ่ายเงินบางส่วน ครอบครัวจึงได้ยินเรื่องโอกาสทางการศึกษา ขณะที่ลูกกำลังถูกขู่ด้วยเรื่องคดี

อีกคดีที่กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยเมื่อ 12 กันยายน 2569 มีความเสียหายรวม 1,783,468.50 บาท ผู้เสียหายเป็นนักศึกษาหญิงอายุ 22 ปี เริ่มถูกหลอกเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 คนร้ายอ้างเป็นตำรวจ แล้วสั่งให้ขอเงินพ่อด้วยเรื่องทุนเรียนต่อสหรัฐฯ

ตำรวจจริงไม่วิดีโอคอลสอบสวนหรือควบคุมตัว ไม่ส่งหมายจับหรือหมายเรียกทางไลน์ และไม่ให้โอนเงินตรวจความบริสุทธิ์ ครับ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือ ACSC ย้ำว่าการแอบอ้างแบบนี้เป็น “มิจฉาชีพ 100 เปอร์เซ็นต์” จำพฤติกรรมเหล่านี้ไว้ก่อน เราไม่ต้องรู้ศัพท์กฎหมายทุกคำถึงจะหยุดคุยแล้วตรวจสอบได้

ทำไมเรื่องนี้เกี่ยวกับคุณ

สำหรับพ่อแม่ จุดที่ชวนตกใจคือ คนขอเงินอาจเป็นลูกของเราเอง ในคดีทุนสหรัฐฯ คนร้ายสั่งให้ลูกบอกพ่อตามเรื่องที่เตรียมไว้ เราจึงต้องเช็กทั้งคนที่กำลังคุยด้วยและเงื่อนไขของทุน ตำรวจแนะนำให้ติดต่อมหาวิทยาลัยหรือเจ้าของทุนโดยตรงก่อนโอน

สำหรับคนรับสาย จุดเริ่มต้นอาจดูห่างจากเรื่องทุนมากครับ Thai PBS Verify เตือนเรื่องการแอบอ้างตำรวจ หน่วยงานรัฐ บริษัทขนส่ง หรือมหาวิทยาลัย หลายคดีเริ่มจากการรับโทรศัพท์ แล้วพาไปติดตั้งแอป แชร์หน้าจอ หรือโอนเงิน การแชร์หน้าจอคือการเปิดให้ปลายสายเห็นสิ่งที่แสดงอยู่บนจอของเรา

ภาพกว้างก็หนักอยู่ครับ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเผยแพร่ข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ บก.ปอท. เมื่อ 16 มีนาคม 2026 ว่าตลอดปี 2568 มีนักศึกษาแจ้งความเป็นเหยื่อฉ้อโกงออนไลน์ 33,556 คน ความเสียหายรวมกว่า 693,923,502 บาท สถิตินี้ครอบคลุมการฉ้อโกงออนไลน์ทุกรูปแบบในกลุ่มนักศึกษา ตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 31 ธันวาคม 2568

คำเตือนของมหาวิทยาลัยยังระบุว่าคนร้ายเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว เช่น การเตรียมไปเรียนต่อต่างประเทศ แล้วนำมาใช้ขู่ เรื่องที่ปลายสายพูดจึงอาจตรงกับชีวิตเราบางส่วนได้ ก่อนเชื่อว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่ ให้กลับไปตรวจสอบกับหน่วยงานจริงครับ

ทำงานยังไง

เริ่มด้วยข้อกล่าวหา แล้วพาไปหาคนที่เล่นบทรับกัน

ในคดีทุนสหรัฐฯ คนร้ายอ้างเป็นตำรวจ สภ.เมืองพิจิตร บอกว่ามีคนเอาสำเนาบัตรประชาชนกับเบอร์โทรของนักศึกษาไปเปิดบัญชีที่พิจิตร และพัวพันคดีฟอกเงินกับบัญชีม้า ฟอกเงินคือการทำให้เงินจากการกระทำผิดดูเหมือนมีที่มาถูกต้อง ส่วนบัญชีม้าคือบัญชีที่ใช้รับหรือส่งต่อเงินให้คนร้าย

อีกสายอ้างเป็นสำนักงานใหญ่ของเครือข่ายโทรศัพท์ บอกว่ามีคนเอาเลขบัตรไปซื้อซิม หรือบัตรที่ใช้เปิดบริการโทรศัพท์ แล้วแนะนำให้แจ้งความ สุดท้ายนักศึกษาโทรกลับไปหาตำรวจปลอมเอง ทั้งสองสายเล่นบทรับส่งกันครับ

ลองนึกภาพว่าเราเดินเข้าตลาด คนหน้าประตูบอกว่ากระเป๋าเรามีปัญหา แล้วชี้ไปหาคนที่รับปากว่าช่วยได้ ถ้าสองคนนี้เตรียมเรื่องมาด้วยกัน เราก็ยังเดินอยู่ในทางที่เขาจัดไว้ แม้จะเป็นคนเดินไปหาเองก็ตาม เคาน์เตอร์ดูพร้อมบริการแค่ไหน ก็ต้องเช็กเจ้าของก่อนครับ ป้ายใหญ่ไม่ได้แถมความน่าเชื่อถือมาให้ด้วย

จุดที่ต้องแยกให้ออกคือ โทรออกเอง กับหาเบอร์ทางการเอง ในคดีนี้ผู้เสียหายเป็นฝ่ายโทรกลับ แต่กลับไปหาคนที่เล่นบทตำรวจ ตำรวจจึงแนะนำว่า ถ้ามีคนอ้างค่ายมือถือหรือธนาคารแล้วบอกว่าเบอร์หรือบัญชีพัวพันคดี ให้ตรวจสอบกับหน่วยงานต้นทางโดยตรง

ใช้สายที่ค้างอยู่กันเราออกจากคนช่วยคิด

กรุงเทพธุรกิจอธิบายว่าคนร้ายอ้างการสอบสวนออนไลน์ โชว์เอกสารปลอม แล้วใช้วิดีโอคอลควบคุมผู้เสียหาย สั่งห้ามวางสายและห้ามบอกใคร ส่วนคดีทุนสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ตัดขาดครอบครัว ไปพักโรงแรมคนเดียวที่ ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี แล้วเปลี่ยนไปคุยทาง Telegram ซึ่งเป็นแอปส่งข้อความและติดต่อกัน

ในคดีโคราช ไทยโพสต์รายงานเมื่อ 24 กันยายน 2569 ว่าเหยื่อเป็นนักศึกษาหญิงปี 4 ของมหาวิทยาลัยในจังหวัดนครราชสีมา คนร้ายอ้างเป็นคอลเซ็นเตอร์ค่ายมือถือชื่อดัง กล่าวหาว่าพัวพันคดีฟอกเงิน แล้วโอนสายไปหา “ตำรวจ สภ.เมืองระนอง” ปลอม จากนั้นสั่งแอดไลน์เพื่อวิดีโอคอลและห้ามบอกใคร

นักศึกษาถูกสั่งให้เช่าหอพักใหม่เพื่อให้ควบคุมได้ง่าย ตำรวจ สภ.โพธิ์กลางพบตัวที่หอพักใน ต.สุรนารี ขณะยังวิดีโอคอลกับคนร้ายอยู่ โดยมีการติดต่อกันต่อเนื่องราว 3 วัน คำสั่งให้แยกตัวจึงเป็นจุดสำคัญของเรื่องนี้ คนร้ายพยายามกันคนในบ้านออกจากวงสนทนา

เปลี่ยนความกลัวของลูกให้กลายเป็นเรื่องทุนสำหรับพ่อแม่

ในคดีทุนสหรัฐฯ คนร้ายเรียกเงิน 1 ล้านบาท เพื่อ “ยืนยันความบริสุทธิ์” เมื่อนักศึกษาไม่มีเงิน ก็สั่งให้ขอพ่อ โดยอ้างว่าได้ทุนเรียนต่อสหรัฐฯ และต้องมีเงินในบัญชีเพื่อยืนยันสถานะการเงิน ลูกได้ยินเรื่องคดี ส่วนพ่อได้ยินเรื่องอนาคตของลูกครับ

จุดหักมุมคือบริษัทให้ทุนที่พ่อค้นเจอ มีอยู่จริง แต่ผู้จัดการที่ค้นพบเป็นผู้หญิง ขณะที่ลูกบอกว่าเป็นผู้ชาย พ่อจึงสงสัยและแจ้งความที่ สภ.คลองหลวง เมื่อ 8 กันยายน เวลา 11.23 น. วันถัดมา คือ 9 กันยายน ACSC ตามพบนักศึกษาที่โรงแรม ในสภาพหวาดกลัวและพูดจาวกวน

การค้นเจอชื่อบริษัทจึงเป็นแค่จุดเริ่มต้น เรายังต้องถามเจ้าของทุนว่ามีโครงการและเงื่อนไขที่ถูกอ้างจริงไหม เหมือนเจอชื่อร้านอาหารจริงแล้ว ยังต้องดูว่าใบเรียกเก็บเงินมาจากร้านนั้นด้วย ชื่อร้านอย่างเดียวจ่ายแทนหลักฐานไม่ได้ครับ

ส่วนคดีโคราช คนร้ายทำเอกสารมหาวิทยาลัยปลอม อ้างโครงการแลกเปลี่ยนญี่ปุ่นนาน 3 เดือน ผู้กำกับ สภ.โพธิ์กลางเตือนว่า หากมีการข่มขู่หรือเร่งรัดให้โอนเงิน ให้ตั้งข้อสงสัยและตรวจสอบกับหน่วยงานโดยตรง

เรื่องเงิน / ผลกระทบ

แยกยอดในเอกสารออกจากยอดที่เสียจริง

เอกสารปลอมคดีโคราชระบุค่าใช้จ่าย 856,000 บาท นี่คือยอดที่เขียนไว้ในโครงการแลกเปลี่ยนปลอม ส่วนเงินที่พ่อโอนก้อนแรกคือ 500,000 บาท แล้วโอนเพิ่มอีก 200,000 บาท ไทยโพสต์รายงานว่านักศึกษาโอนต่อไปยังปลายทางกว่า 10 บัญชี รวมกว่า 7 แสนบาท โดยบัญชีปลายทางเข้าข่ายบัญชีม้า

คดีทุนสหรัฐฯ ก็มีการเรียกเงินต่อเนื่อง รายงานของตำรวจ ระบุว่าโอนเพิ่มอีก 5 ครั้งในวันที่ 7–8 กันยายน รวมทั้งหมด 6 ครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่พบตัวที่โรงแรม ในห้องยังมีธนบัตรเก่า เหรียญสะสมของพ่อ และทองคำ 3 รายการ

ส่วนกรุงเทพธุรกิจ อธิบายว่ากลโกงนี้มีทั้งให้โอนเข้าบัญชีม้า และให้ถอนเงินสดมาส่งคนที่มารับแทนคนร้าย ถ้าคุณกำลังช่วยคนในบ้านตรวจสอบ จึงควรถามถึงคำสั่งเรื่องเงินสดและทรัพย์สินด้วย จะได้เห็นว่าเขาถูกสั่งให้ทำอะไรอยู่บ้าง

บัญชีของเยาวชนก็เป็นอีกด้านที่ต้องระวัง

ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ระบุในข่าวฉบับที่ 30/2569 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ว่าคนร้ายหันมาใช้บัญชีเงินฝากและ e-Money ของเยาวชนเป็นบัญชีม้ามากขึ้น e-Money คือเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ผ่านบริการกระเป๋าเงินครับ

ธปท. เตือนว่าการเปิดหรือยอมให้คนอื่นใช้บัญชีเป็นความผิดอาญาตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ข้อที่จำไปใช้ได้เลยคือ อย่าให้ใครยืมบัญชีหรือเปิดบัญชีแทนเขา

ธปท. สมาคมธนาคารไทย และผู้ให้บริการ e-Money ยังร่วมกำหนดมาตรฐานวงเงินโอนและชำระต่อวันผ่านช่องทางดิจิทัลเริ่มต้นสำหรับเยาวชน พูดง่ายๆ คือเพดานเงินที่ใช้ผ่านช่องทางเหล่านี้ในแต่ละวัน ผู้ให้บริการต้องแจ้งลูกค้าล่วงหน้า และมีช่องทางขอเพิ่มวงเงินผ่านแอป คอลเซ็นเตอร์ หรือสาขา

ตามกำหนด ธนาคารทยอยปรับให้เสร็จภายในเดือนกันยายน ส่วนผู้ให้บริการ e-Money ภายในเดือนตุลาคม 2569 ตามลำดับ สำหรับวงเงินและเงื่อนไขของบัญชีคุณ ให้เช็กในแอปหรือประกาศของธนาคารและผู้ให้บริการที่ใช้อยู่ครับ

ข้อมูลที่ยังไม่ชัด และจุดที่แหล่งข่าวพูดไม่ตรงกัน

ยังไม่มีตัวเลขทางการที่ยืนยันยอดรวมทั่วประเทศของปี 2569 สำหรับกลโกงนี้โดยเฉพาะจากแหล่งที่ตรวจสอบ สถิติของมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นยอดทั้งปี 2568 และรวมการฉ้อโกงออนไลน์ทุกรูปแบบในกลุ่มนักศึกษา จึงยังบอกไม่ได้ว่าการหลอกแบบตำรวจวิดีโอคอลเพิ่มขึ้นเท่าไรในปีนี้

เคสวิดีโอคอล 50 ชั่วโมงยังขาดรายละเอียด กรุงเทพธุรกิจไม่ระบุวันที่เกิดเหตุ จังหวัด หรือชื่อมหาวิทยาลัย เราจึงยังเชื่อมไม่ได้ว่าเป็นคดีเดียวกับที่พบในโรงแรมหรือคดีหอพักโคราช

ยอดโคราชมีหลายคำบรรยาย ไทยโพสต์ ใช้ทั้ง “กว่า 7 แสน” ยอดเอกสารกว่า 8 แสน และคำกล่าวของผู้กำกับว่า “เกือบ 1 ล้าน” แยกอ่านแบบนี้ครับ: 856,000 บาทคือยอดในเอกสารปลอม ส่วนกว่า 7 แสนบาทคือยอดที่รายงานว่าโอนไปแล้ว คำว่าเกือบ 1 ล้านยังไม่มีรายละเอียดพอให้ใช้แทนยอดโอน

ยังไม่รู้ว่าคนร้ายได้ข้อมูลส่วนตัวมาจากไหน มหาวิทยาลัยขอนแก่นเตือนเรื่องการนำข้อมูลอย่างแผนเรียนต่อต่างประเทศมาขู่ แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าได้มาอย่างไร จึงยังระบุไม่ได้ว่าข้อมูลหลุดจากที่ใด

สิ่งที่หน่วยงานจริงยืนยันตรงกันคือ ไม่มีการวิดีโอคอลสอบปากคำหรือให้โอนเงินตรวจสอบทรัพย์สิน ตำรวจและคำเตือนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นเผยแพร่จึงให้หลักสังเกตที่เราใช้ตัดสินใจหยุดสายได้ครับ

แล้วเราควรทำอะไร

นักเรียน นักศึกษา และคนทำงานที่กำลังรับสาย: ทำตามได้เลย

  1. วางสายที่อ้างสอบสวนและสั่งให้โอนเงิน ตำรวจจริงไม่สอบสวนทางวิดีโอคอล และไม่สั่งโอนเงินเพื่อตรวจสอบ คุณหยุดคุยแล้วตรวจสอบกับหน่วยงานจริงได้ครับ
  2. หาเบอร์ทางการแล้วโทรกลับเอง ถ้ามีคนอ้างค่ายมือถือหรือธนาคารว่าเบอร์หรือบัญชีพัวพันคดี ให้ติดต่อหน่วยงานต้นทางโดยตรง
  3. เช็กพฤติกรรมที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ทำ คำเตือนที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นเผยแพร่ ระบุว่าไม่โทรให้แอดไลน์ ไม่วิดีโอคอลสอบปากคำ ไม่ส่งหมายเรียกหรือหมายจับออนไลน์ และไม่ให้โอนเงินตรวจทรัพย์สิน
  4. ขอความช่วยเหลือเมื่อไม่แน่ใจ ติดต่อสถานีตำรวจใกล้บ้านหรือ AOC 1441 ได้ตามคำแนะนำของตำรวจ

พ่อแม่และคนที่ลูกกำลังขอเงิน: ทำตามได้เลย

  1. สังเกตคำขอเงินพร้อมการแยกตัว ถ้าลูกเก็บตัว ปลีกตัว แล้วขอเงินค่าเทอม ค่าประกัน หรือทุนต่างประเทศ ให้ตรวจสอบกับมหาวิทยาลัยหรือเจ้าของทุนโดยตรง
  2. ยืนยันโครงการและค่าใช้จ่ายก่อนโอน ใช้ข้อมูลที่ลูกส่งมาเป็นรายการถามต้นทาง ทั้งชื่อโครงการและเงื่อนไขการจ่ายเงิน เอกสารที่ดูเป็นทางการก็ควรตรวจครับ
  3. ตกลงกติกาเงินก้อนใหญ่ร่วมกัน ผมเสนอว่ายังไม่โอนจนกว่าจะได้คุยต่อหน้าหรือโทรหาเบอร์ปกติของกันและกัน และตรวจเรื่องทุนกับต้นทางแล้ว ใช้กติกาเดียวกันทั้งบ้านได้เลย
  4. ตั้งรหัสลับครอบครัว ข้อนี้เป็นข้อเสนอของผมเช่นกัน ใช้ควบคู่กับการติดต่อกลับและตรวจสอบเรื่องเงิน เลือกคำที่จำได้ครับ อย่ายากจนต้องกด “ลืมรหัสผ่าน” กันทั้งบ้าน

ถ้าโอนไปแล้ว หรือกำลังถูกควบคุม: ทำตามได้เลย

  1. โทรธนาคารขออายัดและติดต่อ AOC 1441 ทันที Thai PBS Verify ระบุว่า AOC เป็นศูนย์รับแจ้งเหตุและประสานอายัดบัญชี การอายัดคือการระงับการเคลื่อนไหวของเงินในบัญชีตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง
  2. โทร 191 หากเป็นเหตุฉุกเฉินหรือกำลังเกิดเหตุ ใช้ช่องทางนี้เมื่อต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน
  3. แจ้งความผ่าน Thaipolice Online หรือสถานีตำรวจ ดำเนินการเรื่องแจ้งความต่อจากการติดต่อขออายัดบัญชีครับ
  4. อย่าเปิดบัญชีแทนหรือยอมให้ใครใช้บัญชีของเรา จำคำเตือนของ ธปท. ไว้ด้วย โดยเฉพาะเมื่อมีคนขอให้ช่วยรับหรือส่งต่อเงิน

ประโยคสั้นๆ ที่หยิบไปใช้คุยกันได้

ผมขอเสนอประโยคต่อไปนี้ไว้ปรับใช้ครับ เป็นตัวอย่างคำพูดสำหรับหยุดสายและชวนกันตรวจสอบ คุณเลือกให้เข้ากับวิธีคุยในบ้านได้เลย

  • ตอนปลายสายอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่: “ขอวางสายก่อนครับ ผมจะหาเบอร์ทางการแล้วติดต่อหน่วยงานเอง” จากนั้นทำตามขั้นตอนโทรกลับต้นทาง
  • ตอนลูกขอเงินค่าทุน: “เรื่องเรียนเราช่วยกันดูนะ ขอคุยกันทางเบอร์ปกติก่อน แล้วเราจะโทรถามมหาวิทยาลัยหรือเจ้าของทุนด้วยกัน” ให้ลูกเห็นว่าเรายังพร้อมช่วย
  • ตอนติดต่อเจ้าของทุน: “ขอยืนยันว่ามีโครงการนี้จริงไหม และมีค่าใช้จ่ายตามเอกสารที่ได้รับหรือเปล่า” นำชื่อโครงการกับเงื่อนไขที่ถูกอ้างมาถามให้ตรงเรื่อง
  • ตอนคนในบ้านบอกว่าโอนไปแล้ว: “ขอบคุณที่บอกนะ เรามาโทรธนาคารกับ 1441 กันก่อน” ให้การขอความช่วยเหลือเป็นเรื่องแรกที่ทำร่วมกัน

ผมเสนอให้ลองคุยกติกานี้ตอนที่ทุกคนสะดวก จะคุยกันที่โต๊ะกินข้าวก็ได้ครับ ไม่ต้องเปิดประชุมพร้อมสไลด์จนกับข้าวเย็น ใจความคือเราอนุญาตให้กันและกันพูดว่า “ขอเช็กก่อน” ได้เสมอ โดยเฉพาะเรื่องเงินก้อนใหญ่

มุมที่ผมอยากฝากกับคนในบ้าน

ผมมองว่า การมีคนช่วยตรวจสอบน่าจะเป็นกติกาที่หยิบใช้ได้ง่ายกว่าการฝากให้คนรับสายตั้งสติอยู่คนเดียวครับ ในคดีเหล่านี้ คนร้ายสั่งแยกตัวและห้ามบอกใคร ผมจึงอยากให้บ้านเป็นที่ที่ลูกเล่าเรื่องน่ากลัวได้ พ่อแม่ถามรายละเอียดได้ และทุกคนหยุดเรื่องเงินไว้ก่อนเพื่อเช็กกับต้นทางด้วยกัน

คุณไม่จำเป็นต้องรู้ศัพท์เทคนิคครบถึงจะช่วยคนในบ้านได้ เริ่มจากคุยกันผ่านช่องทางปกติ ถามว่าเขาถูกสั่งให้ทำอะไร และตรวจเรื่องทุนกับมหาวิทยาลัยหรือเจ้าของทุน หากโอนไปแล้วก็หันไปขอความช่วยเหลือตามช่องทางข้างต้นครับ

ก่อนจบ: ให้การตรวจสอบเป็นเรื่องของทั้งบ้าน

ลองมองการขอเช็กก่อนโอนเป็นการช่วยดูแลเงินและอนาคตของกันและกันครับ สิ่งที่ควรจับตาต่อคือยอดคดีรูปแบบนี้ในปี 2569 จากหน่วยงานทางการ และประกาศวงเงินบัญชีเยาวชนจากธนาคารหรือผู้ให้บริการที่ครอบครัวใช้

ถ้าวันนี้ลูกหรือคนในบ้านโทรมาขอเงินก้อนใหญ่เป็นค่าทุนเรียนต่อ คุณจะตกลงให้ใครเป็นคนโทรยืนยันกับมหาวิทยาลัยก่อนโอนครับ?

Recap

  • จำสิ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ทำ: ให้แอดไลน์ สอบปากคำผ่านวิดีโอคอล ส่งหมายออนไลน์ และให้โอนเงินตรวจทรัพย์สิน
  • วางสาย แล้วหาเบอร์ทางการเพื่อตรวจสอบกับหน่วยงานต้นทางเอง
  • ตรวจเรื่องทุนกับมหาวิทยาลัยหรือเจ้าของทุนโดยตรงก่อนโอน
  • ตกลงกติกาคุยกันก่อนโอนเงินก้อนใหญ่ และพิจารณารหัสลับครอบครัว
  • ถ้าโอนไปแล้ว โทรธนาคารและ AOC 1441 ทันที เหตุฉุกเฉินโทร 191 และแจ้งความผ่าน Thaipolice Online หรือสถานีตำรวจ
  • ไม่ให้ยืมบัญชีหรือเปิดบัญชีแทนคนอื่น และตรวจประกาศวงเงินจากผู้ให้บริการของตัวเอง