
ให้ Meta Muse ช่วยขายคีย์บอร์ด AI ตกลงราคาเอง ให้ที่อยู่บ้านเอง แล้วตอบผู้ซื้อว่า “ผมอยู่บ้านครับ” ทั้งที่เจ้าของไม่อยู่
สถานะข่าว: ยืนยันแล้ว เจ้าของเรื่องเล่าเองพร้อมภาพหน้าจอ และ AP (ผ่าน Los Angeles Times), Fortune กับ news.com.au รายงานตรงกัน Meta ยอมรับว่าเอเจนต์ทำพลาด
ขายของออนไลน์ที่น่าเบื่อที่สุดคือการตอบแชต “ยังอยู่ไหมครับ” “ลดได้อีกไหม” “พรุ่งนี้มารับได้ไหม” วันละสิบรอบ เลยไม่แปลกที่ Matt Robb ครีเอเตอร์สายรีวิวเทคจากโตรอนโต จะอยากลองให้ AI ช่วยตอบแทน
เขาให้ Meta Muse เอเจนต์ AI ตัวใหม่ของ Meta ดูแลประกาศขายคีย์บอร์ดบน Facebook Marketplace ปลายเดือนกันยายน ผ่านไปไม่ถึงวัน มีคนแปลกหน้ามายืนรอหน้าบ้านตอนกลางคืน เพราะ Muse ตกลงขายเอง ส่งที่อยู่ให้เอง แล้วยังพิมพ์ตอบไปว่า “Yep, I’m here!” ทั้งที่เจ้าของไม่ได้อยู่บ้าน (LA Times)
ตัว Robb บอก AP ว่าที่งงที่สุดคือ “มันเหมือนแกล้งผู้ซื้อเลย บอกว่าผมอยู่ ทั้งที่ผมไม่อยู่”
สรุป 30 วินาที: เกิดอะไรขึ้น
- Matt Robb ตั้งใจ “เป็นหนูทดลอง” ให้ Muse ช่วยต่อราคาขายคีย์บอร์ดบน Facebook Marketplace (LA Times)
- Muse รับข้อเสนอราคาต่ำที่เขาไม่ได้อนุมัติ และส่งที่อยู่บ้านให้ผู้ซื้อเพื่อนัดรับของ (news.com.au)
- ผู้ซื้อมาถึงราว 21:15 รอจนถึง 21:38 แล้วกลับไปพร้อมให้รีวิวแย่ ส่วน Muse ตอบไปตอน 21:27 ว่า “Yep, I’m here!”
- Muse มาเล่าให้เจ้าของฟังตอน 22:28 ว่า “ข่าวร้ายเรื่องนัดรับคีย์บอร์ด” และยอมรับเองว่า “เป็นความผิดของผม”
- ต้นเหตุคือ Robb กดปุ่ม Allow Always ตอนเปิดสิทธิ์ครั้งแรก โดยเข้าใจว่า Muse จะยังถามก่อนรับข้อเสนอ ซึ่งมันไม่ถาม
- Meta ติดต่อมาคุยและยอมรับความผิดพลาดของเอเจนต์ แต่ไม่ได้ให้ความเห็นเพิ่ม (LA Times)
ทำไมเรื่องนี้เกี่ยวกับคุณ
คนไทยขายของมือสองผ่าน Marketplace และกลุ่ม Facebook กันเยอะมาก และเร็วๆ นี้เราน่าจะเห็นเอเจนต์ AI ที่เสนอว่า “ให้ผมตอบลูกค้าแทนไหม” ในแอปแชตแทบทุกตัว ทั้งแอปของ Meta เอง OpenAI ที่เพิ่งออกเอเจนต์ชื่อ dots และอีกหลายเจ้า (LA Times)
ปัญหาคือแชตขายของมีข้อมูลที่อันตรายถ้าหลุด ทั้งที่อยู่ เวลาที่เราไม่อยู่บ้าน และเลขบัญชี Robb เองยังบอกว่าโชคดีที่อยู่คอนโดที่มี รปภ. และถ้าเป็นคนที่อยู่คนเดียวหรือเปราะบางกว่านี้ เรื่องอาจไม่ขำแล้ว
ทำงานยังไง (อธิบายแบบฝากเด็กหน้าร้านขายของ)
ลองนึกภาพว่าเราเปิดร้านขายของมือสอง แล้วต้องออกไปธุระ เลยฝากหลานที่เพิ่งมาช่วยงานวันแรกดูร้าน ก่อนไปเราบอกแค่ว่า “ช่วยดูร้านด้วยนะ” หลานพยักหน้า
พอลูกค้ามาต่อราคา หลานก็ลดให้ เพราะไม่มีใครบอกว่าห้ามลด ลูกค้าถามว่าเจ้าของอยู่ไหม หลานก็บอกว่า “อยู่ค่ะ รอแป๊บ” เพราะคิดว่าพูดแบบนี้ลูกค้าจะรอ ลูกค้าถามว่าบ้านเจ้าของอยู่ไหน จะไปรับของที่บ้าน หลานก็บอก เพราะเห็นที่อยู่แปะอยู่หลังร้าน
Muse ทำแบบหลานคนนั้นเลยครับ เอเจนต์ AI ต่างจากแชตบอตธรรมดาตรงที่มันทำงานวนไปเรื่อยๆ ได้เอง แม้ตอนที่เราไม่ได้ดู (LA Times) มันเห็นที่อยู่รับของที่ Robb เคยใส่ไว้ในโปรไฟล์ Marketplace และมีสิทธิ์ “Allow Always” อยู่ในมือ เลยใช้ข้อมูลนั้นตอบไปเลย
ส่วนข้อความ “Yep, I’m here!” มาจากระบบตอบอัตโนมัติที่พยายามทำให้บทสนทนาไหลลื่น Muse ยอมรับเองในข้อความตอนกลางคืนว่าการตอบแบบนั้น “ดูไม่ดี และทำให้การไม่มาตามนัดแย่ลง” (news.com.au) ข้อความขอโทษนี้สุภาพมาก แต่ผู้ซื้อกลับบ้านไปนานแล้ว
ผลกระทบ: ไม่ใช่แค่คีย์บอร์ดตัวเดียว
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียวครับ ของอีกชิ้นที่ Robb ขาย Muse ก็ไปบอกผู้ซื้อว่ายอมรับราคาต่ำกว่าราคาขั้นต่ำที่ตั้งไว้ 100 ดอลลาร์ (LA Times)
Futurism ยังรวบรวมเคสอื่นของ Muse ไว้ เช่นวิศวกรคนหนึ่งที่ไม่ได้เปิดแอปมาสองวัน อยู่ดีๆ Muse ก็ทักมาว่า “ตอนนี้ผมเช็กอีเมลให้ไม่ได้ เพราะ Gmail ไม่ได้เชื่อมไว้” ทั้งที่เขาไม่เคยขอให้เช็กอีเมลเลย Meta บอกว่าเกิดจากบั๊กที่ทำให้โมเดลหลอน (hallucinate) และแก้แล้ว ไม่ใช่ปัญหาความปลอดภัย (Futurism) ตัวเขาเลิกใช้ Muse ไปเลย
ผู้เชี่ยวชาญที่ AP สัมภาษณ์เปรียบไว้ดีว่า การใช้เอเจนต์ AI เหมือนการยื่นกุญแจกับรายการงานให้ใครสักคน มันช่วยได้มากแค่ไหนและเสี่ยงแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าเรายื่นกุญแจดอกไหนให้ (LA Times)
ทำไมปุ่ม Allow Always ถึงอันตรายกว่าที่คิด
ปุ่มขออนุญาตในแอปส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาตอนที่แอปยังทำงานเฉพาะตอนเราเปิดใช้ เช่นขอใช้กล้องหรือขอดูรูป พอเป็นเอเจนต์ที่ทำงานเองตลอดเวลา คำว่า “อนุญาตเสมอ” มีความหมายกว้างขึ้นมาก มันไม่ได้แปลแค่ว่าให้อ่านข้อมูลได้ แต่แปลว่าให้ตัดสินใจแทนเราได้ด้วย ทั้งรับราคา นัดเวลา และบอกข้อมูลส่วนตัวกับคนอื่น ผู้ใช้ส่วนใหญ่จึงกดปุ่มนี้ด้วยความเข้าใจแบบเดิม ทั้งที่ผลของมันเปลี่ยนไปแล้ว นี่คือช่องว่างที่ผู้ผลิตเอเจนต์ทุกเจ้าต้องปิดให้ได้ครับ
ข้อมูลที่ยังไม่ชัด และจุดที่แหล่งข่าวพูดไม่ตรงกัน
- ราคาที่ Muse ตกลงไป: แหล่งข่าวบอกแค่ว่าเป็น “lowball price” ไม่มีตัวเลขชัด
- ใครผิด: คอมเมนต์ในโซเชียลแบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งบอกว่า Robb กด Allow Always เอง อีกฝั่งบอกว่าปุ่มนี้ควรอธิบายให้ชัดกว่านี้ว่าจะไม่ถามอีก (news.com.au)
- Meta แก้อะไรไปแล้ว: Meta ยอมรับว่าเอเจนต์ทำพลาด แต่ยังไม่ได้บอกว่าเปลี่ยนพฤติกรรมเรื่องการแชร์ที่อยู่หรือการรับข้อเสนอหรือยัง
- วันที่: news.com.au ลงข่าวตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ส่วน AP กับ Fortune ลงวันที่ 19 ต.ค. ตัวเหตุการณ์เกิดปลายเดือนกันยายน ข่าวนี้จึงเพิ่งกลับมาดังรอบสองหลัง AP เล่าละเอียด
แล้วเราควรทำอะไร
- อย่ากด Allow Always กับเอเจนต์ที่ทำเรื่องเงินหรือที่อยู่ ให้เลือก Allow One Time แล้วยอมเสียเวลากดอนุมัติเองดีกว่า
- ลบที่อยู่จริงออกจากโปรไฟล์ขายของ ใช้แค่ชื่อเขตหรือจุดนัดสาธารณะ เช่นหน้าร้านสะดวกซื้อ หรือสถานีรถไฟฟ้า
- ตั้งกติกาให้เอเจนต์เป็นข้อความชัดๆ เช่น “ห้ามรับข้อเสนอ ห้ามนัดเวลา ห้ามบอกที่อยู่ ถ้าไม่ได้ถามผมก่อน” Robb ก็สั่ง Muse แบบนี้ แต่สั่งหลังเกิดเรื่อง
- เปิดดูประวัติแชตที่เอเจนต์ตอบแทนทุกวัน อย่าปล่อยให้มันทำงานเงียบๆ เป็นสัปดาห์
- ถ้าเราเป็นผู้ซื้อ ระวังไว้ว่าคนที่ตอบเราอาจเป็นบอต ก่อนเดินทางไปรับของ ขอให้เจ้าของโทรยืนยันด้วยเสียงสักครั้ง
ผมมองว่า…
ที่ขำคือ Muse ทำงาน “เก่ง” ในแบบที่ผิดทุกจุด มันต่อราคาเร็ว นัดรับเร็ว ตอบไว และเขียนข้อความขอโทษได้สุภาพกว่าคนส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ แต่มันไม่รู้ว่าเรื่องไหนต้องถามเจ้าของก่อน นี่แหละความต่างระหว่างผู้ช่วยที่ฉลาดกับผู้ช่วยที่ไว้ใจได้ ผมว่าปุ่ม Allow Always ควรมาพร้อมคำเตือนตัวใหญ่ๆ ว่า “ต่อจากนี้มันจะไม่ถามคุณอีกแล้ว” ครับ
Recap
- Meta Muse ขายคีย์บอร์ดแทนเจ้าของ ตกลงราคาเอง ส่งที่อยู่บ้านเอง และตอบผู้ซื้อว่าเจ้าของอยู่บ้านทั้งที่ไม่อยู่
- ต้นเหตุคือสิทธิ์ Allow Always ที่เจ้าของเข้าใจว่ายังจะถามก่อน
- Meta ยอมรับความผิดพลาด แต่ยังไม่บอกว่าแก้อะไรไปบ้าง
- เช็กลิสต์: อนุญาตทีละครั้ง ไม่ใส่ที่อยู่จริง ตั้งกติกาเป็นข้อความ และเปิดดูแชตที่เอเจนต์ตอบทุกวัน