ผนังโรงงานมืดที่มีรางปลั๊กยาว แขนกลกำลังถือหัวแปลงปลั๊กแบบใหม่ ขณะที่ปลั๊กทองเหลืองแบบเก่าบางตัวยังแขวนอยู่พร้อมป้ายสีอำพัน

Agent Framework Python 1.23.0 เปลี่ยน MCP ครั้งใหญ่ ทีม AI ต้องเช็กก่อนอัปเดต

น้องกายEngineering

Microsoft Agent Framework ฝั่ง Python รุ่น 1.23.0 ระบุการเปลี่ยนแปลงที่เข้ากันไม่ได้กับของเดิมอย่างน้อย 3 กลุ่ม ทั้งการย้ายไป MCP 2.x เงื่อนไขการกำหนดสิทธิ์ AG-UI และตัวเลือกของเครื่องมือรันคำสั่งผ่าน Docker ตามบันทึกรุ่นวันที่ 22 ตุลาคม 2026 ครับ (GitHub)

สำหรับคนที่ใช้ AI ช่วยงานผ่านระบบที่ทีมพัฒนาสร้างเอง ประเด็นนี้เกี่ยวกับความต่อเนื่องของงานและขอบเขตที่ AI ได้รับอนุญาตให้ทำ มากกว่าความสามารถในการตอบคำถามให้เก่งขึ้น ผมแนะนำให้ทีมที่ใช้ชุดเครื่องมือนี้เผื่อเวลาทดสอบก่อนอัปเดต เพราะผู้พัฒนาระบุเองว่ามีส่วนที่ต้องปรับตาม ไม่ใช่อัปเดตแล้วรับรองได้ว่าโค้ดเดิมจะทำงานเหมือนเดิมทั้งหมด (GitHub)

สรุป 30 วินาที: เกิดอะไรขึ้น

Microsoft Agent Framework คือชุดเครื่องมือสำหรับสร้างและจัดลำดับงานของ AI agent หรือ AI ที่เรียกใช้เครื่องมือเพื่อทำงานต่อได้ โดยแพ็กเกจ Python บน PyPI รวมส่วนหลักและส่วนเชื่อมต่อที่คัดไว้ให้ รุ่นที่กำลังพูดถึงคือ agent-framework 1.23.0 ส่วนป้ายกำกับรุ่นใน GitHub ใช้ชื่อ python-1.23.0 (PyPI, GitHub)

หัวใจของรุ่นนี้คือการรองรับ MCP 2.x โดยปรับทั้งช่องทางสื่อสาร การจัดการข้อผิดพลาด รูปแบบข้อมูล และการดูแลช่วงเริ่มใช้จนเลิกใช้การเชื่อมต่อ ผู้พัฒนาติดป้าย breaking change ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนที่อาจทำให้โค้ดหรือการตั้งค่าเดิมต้องแก้ก่อนใช้ต่อได้ (GitHub)

อีกสองเรื่องที่ต้องตรวจคือ AG-UI ซึ่งเป็นส่วนเชื่อมการโต้ตอบกับระบบ agent ต้องระบุขอบเขตสิทธิ์หรือประกาศว่าเป็นระบบผู้ใช้คนเดียวอย่างชัดเจน และเครื่องมือรันคำสั่งผ่าน Docker เปลี่ยนชื่อตัวเลือกเพิ่มเติมให้สื่อถึงความไม่ปลอดภัย พร้อมระบุเงื่อนไขความเชื่อถือให้ชัดขึ้น รายการเดียวกันปรากฏในสรุปของ NewReleases ด้วย แต่เป็นการเผยแพร่บันทึกรุ่นเดียวกัน ไม่ใช่ผลทดสอบอิสระอีกชุดครับ (GitHub, NewReleases)

ทำไมเรื่องนี้เกี่ยวกับคุณ

ถ้าคุณเป็นพนักงานออฟฟิศ เจ้าของร้าน ผู้ปกครอง หรือนักศึกษาที่เพียงใช้งานบริการ AI อยู่ ข่าวนี้ไม่ได้บอกว่าคุณต้องไปติดตั้งแพ็กเกจ Python เอง กลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือทีมที่สร้าง agent ด้วย Microsoft Agent Framework และใช้ส่วนเชื่อมต่อที่อยู่ในรายการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ MCP, AG-UI และเครื่องมือรันคำสั่ง (GitHub)

ในมุมผู้ใช้ทั่วไป ผมแนะนำให้รู้ว่าระบบช่วยงานของเรามีใครดูแล และมีขั้นตอนไหนที่ต้องให้คนอนุมัติ ส่วนเจ้าของธุรกิจควรให้ทีมตอบได้ว่าอัปเดตครั้งนี้กระทบงานอะไรบ้าง คำแนะนำนี้มาจากการที่รุ่นใหม่เปลี่ยนทั้งขอบเขตสิทธิ์และแก้การเก็บผลอนุมัติที่รออยู่ในคิว จึงควรตรวจพฤติกรรมจริงของระบบที่ใช้อยู่ ไม่อาศัยเพียงหน้าจอที่ยังเปิดได้ (GitHub)

สำหรับคนดูแลไอที ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่แค่แพ็กเกจหลัก บางส่วนเสริมยกขั้นต่ำของ Core หรือส่วนแกนกลางเป็น 1.23 เพราะต้องใช้การดูแลการเชื่อมต่อ MCP หรือพฤติกรรมตัวทำงานแบบใหม่ ดังนั้นผมแนะนำให้ตรวจชุดแพ็กเกจที่ติดตั้งร่วมกันทั้งชุด ก่อนสรุปว่าการแก้ไฟล์ตั้งค่าเพียงจุดเดียวเพียงพอแล้ว (GitHub)

ทำงานยังไง

MCP อธิบายง่าย ๆ ว่าเป็นปลั๊กมาตรฐานให้ AI ต่อเครื่องมือ ส่วน SDK คือชุดโค้ดสำเร็จรูปที่นักพัฒนาใช้สร้างการเชื่อมต่อนั้น ในรุ่นนี้ Agent Framework วางฐานความเข้ากันได้กับ MCP 2.x และย้ายวิธีจัดการการสื่อสาร ข้อผิดพลาด โครงสร้างข้อมูล และอายุการเชื่อมต่อไปด้วยกัน (GitHub)

ลองนึกถึงการเปลี่ยนหัวปลั๊กทั้งบ้านเป็นมาตรฐานใหม่ เครื่องใช้ยังมีหน้าที่เดิม แต่ต้องตรวจว่าหัวต่อเข้ากันได้และใช้งานได้จริงก่อนเปิดใช้ทุกห้องพร้อมกัน สำหรับ agent สิ่งที่ผมอยากให้ทดสอบจึงไม่จบที่ต่อสำเร็จ แต่รวมถึงเรียกเครื่องมือได้ รับข้อมูลกลับถูกต้อง และจบการเชื่อมต่อได้ตามที่โปรแกรมตั้งใจ เพราะบันทึกรุ่นระบุการเปลี่ยนทั้งสี่ส่วนนี้พร้อมกัน (GitHub)

คำว่า lifecycle หรือวงจรการใช้งานการเชื่อมต่อ หมายถึงตั้งแต่ใครเริ่มเปิด ใครใช้ จนถึงใครรับผิดชอบปิด รุ่นนี้ระบุแยกการเชื่อมต่อ MCP ที่ผู้เรียกเป็นเจ้าของกับที่เฟรมเวิร์กเป็นเจ้าของชัดขึ้น พร้อมปรับคำแนะนำและตัวอย่าง ส่วน DevUI ซึ่งเป็นหน้าจอช่วยพัฒนาระบบก็เอาวิธีแก้ขัดสำหรับการเชื่อมต่อค้างแบบเดิมออกด้วย (GitHub)

ผมจึงแนะนำให้ทีมทดสอบทั้งกรณีทำงานปกติ การยกเลิกระหว่างทาง และกรณีเครื่องมือส่งข้อผิดพลาดกลับมา โดยเฉพาะระบบที่เปิดใช้การเชื่อมต่อร่วมกันหลายงาน เหตุผลคือรายการแก้ไขยังรวมการแยกบริบทงาน MCP การปิดข้อมูลตอบกลับที่ถูกทิ้งกลางทาง และการกู้การเชื่อมต่อที่เฟรมเวิร์กดูแลอย่างปลอดภัยขึ้นด้วย นี่เป็นขอบเขตที่ควรตรวจ ไม่ใช่หลักฐานว่าทุกระบบเคยมีปัญหาเหล่านี้ (GitHub)

จุดสังเกต: รุ่นนี้เปลี่ยนคำถามว่าใครมีสิทธิ์ทำอะไร

การเปลี่ยนของ AG-UI กำหนดให้การลงทะเบียนจุดรับการเชื่อมต่อต้องมีขอบเขตการอนุญาตที่ระบุชัด หรือประกาศว่าใช้งานคนเดียว สำหรับผม นี่ทำให้ทีมต้องตอบเรื่องผู้ใช้และสิทธิ์ให้เป็นรูปธรรมก่อนเปิดใช้งาน แต่บันทึกรุ่นไม่ได้แจกแจงว่าระบบของแต่ละองค์กรควรกำหนดสิทธิ์แบบไหน (GitHub)

อีกจุดคือ Docker ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างสภาพแวดล้อมแยกสำหรับรันโปรแกรม รุ่นนี้เปลี่ยนชื่อตัวเลือกเพิ่มเติมของเครื่องมือรันคำสั่งให้มีความหมายว่าไม่ปลอดภัย และอธิบายว่าต้องเชื่อถือข้อมูลหรือผู้กำหนดค่าระดับใด ผมอ่านว่านี่เป็นการทำให้ความเสี่ยงมองเห็นง่ายขึ้น ไม่ใช่คำรับรองว่าการรันคำสั่งทุกแบบปลอดภัยโดยอัตโนมัติ (GitHub)

นอกจากนี้ เครื่องมือรันคำสั่งแบบไม่เก็บสถานะระหว่างครั้ง จะไม่รับช่วงช่องทางป้อนข้อมูลมาตรฐานจากเครื่องที่รันมันอีกต่อไป พูดภาษาคนคือส่วนรับข้อมูลเข้าของเครื่องมือจะไม่สืบต่อจากฝั่งเครื่องเจ้าบ้านแบบเดิม ทีมที่พึ่งพาพฤติกรรมนั้นจึงควรตรวจงานของตัวเองก่อนย้ายรุ่น (GitHub)

เรื่องอนุมัติก็มีรายละเอียดที่ควรอ่าน รุ่นนี้แก้ให้ AG-UI เก็บผลอนุมัติที่เข้าคิวไว้ครบ และปรับการจับคู่ผลอนุมัติที่ตัดสินแล้วในส่วนหลัก อย่างไรก็ตาม ข้อความเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าทุกการเรียกเครื่องมือจะต้องถามคนก่อนเสมอ ผมจึงแนะนำให้ทดสอบนโยบายอนุมัติของระบบจริงแยกต่างหาก (GitHub)

เรื่องเงิน / ผลกระทบ

แหล่งข้อมูลที่ให้มาไม่มีตัวเลขค่าใช้จ่ายการย้ายรุ่น ค่าแรงทีมพัฒนา หรือความเสียหายจากการหยุดงาน จึงยังประเมินเป็นเงินบาทไม่ได้ครับ สิ่งที่ยืนยันได้คือรุ่นนี้เปลี่ยนหลายส่วนที่เกี่ยวกับการเชื่อมเครื่องมือและสิทธิ์ ผมจึงแนะนำให้วางงบเวลาไว้สำหรับตรวจความเข้ากันได้และทดสอบงานสำคัญ แทนการคาดว่ากดอัปเดตแล้วจบ (GitHub)

อีกประเด็นที่เกี่ยวกับการเลือกสภาพแวดล้อมคือ Python 3.15 แม้หน้าแพ็กเกจระบุว่าติดตั้งและนำเข้าแพ็กเกจมาตรฐานได้ แต่ความสามารถไม่เท่ากับ Python 3.14 ส่วน Power Fx ซึ่งใช้ประเมินนิพจน์หรือข้อความคำนวณในงานที่กำหนดไว้ จะไม่มีส่วนพึ่งพาที่จำเป็น ทำให้ค่าที่ควรถูกประเมินอาจคงเป็นข้อความเดิมและไปล้มเหลวภายหลัง ขณะที่ Redis ซึ่งใช้รองรับประวัติ บริบท และการเก็บข้อมูลเพื่อค้นหา ถูกเว้นจากการติดตั้งมาตรฐานบน Python 3.15 (PyPI)

หน้า PyPI ยังเสนอการติดตั้งเฉพาะส่วนเชื่อมต่อที่ต้องใช้ เพื่อให้สภาพแวดล้อมเบาลง ผมมองว่าแนวทางนี้ช่วยให้ทีมเห็นขอบเขตที่ต้องดูแลชัดขึ้นได้ แต่ไม่ได้มีตัวเลขยืนยันว่าจะลดค่าใช้จ่ายเท่าไร และไม่ควรตีความว่าเลือกติดตั้งน้อยแล้วจะข้ามการทดสอบได้ (PyPI)

ข้อมูลที่ยังไม่ชัด และจุดที่แหล่งข่าวพูดไม่ตรงกัน

GitHub และ NewReleases ระบุวันที่รุ่น 1.23.0 เป็น 22 ตุลาคม 2026 ตรงกัน โดยไม่ได้ให้เวลาและเขตเวลาในข้อความที่ได้รับ ส่วนข้อความหน้า PyPI ยืนยันชื่อแพ็กเกจและเวอร์ชัน แต่ไม่มีเวลาการอัปโหลด จึงยังยืนยันเวลาเผยแพร่เป็นเวลาไทยอย่างเจาะจงจากแหล่งข้อมูลชุดนี้ไม่ได้ และไม่ควรเลื่อนวันของบันทึกรุ่นเอง (GitHub, NewReleases, PyPI)

เอกสารย้ายรุ่นของ MCP ที่แนบมาให้มีเพียงส่วนหน้าตาของ GitHub และข้อความว่าไม่สามารถดำเนินการได้ในขณะนั้น ไม่มีเนื้อหาคู่มือให้ตรวจ ผมจึงไม่ใช้หน้านี้รับรองรายละเอียดการเปลี่ยนชื่อในโค้ด และแนะนำให้ทีมอ่านเนื้อหาคู่มือฉบับที่เข้าถึงได้ก่อนลงมือย้ายจริง (เอกสาร MCP Python SDK)

ตัวเลข Python ก็ต้องแยกความหมาย หน้าแพ็กเกจระบุรองรับ 3.10–3.15 และยังทดสอบ 3.10 ในรุ่นนี้ แต่แนะนำให้สภาพแวดล้อมใหม่ใช้ 3.11 ขึ้นไป พร้อมมีข้อจำกัดเฉพาะของ 3.15 นี่ไม่ใช่ข้อมูลขัดกัน เพราะรองรับการติดตั้งกับรองรับความสามารถครบทุกส่วนเป็นคนละเรื่อง (PyPI)

ยังไม่มีข้อมูลในแหล่งที่ให้มาว่ามีองค์กรไทยใดได้รับผลกระทบ หรือมีเหตุโจมตีที่เกี่ยวข้องกับรุ่นนี้หรือไม่ บันทึกรุ่นระบุการปรับที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหลายจุด แต่ไม่ได้ให้ประกาศช่องโหว่พร้อมรหัสในรายการเหล่านี้ จึงไม่ควรขยายความเป็นข่าวการโจมตีหรือสรุปว่าไม่เหลือช่องโหว่ (GitHub)

แล้วเราควรทำอะไร

ผู้ใช้ทั่วไปและเจ้าของธุรกิจ

  1. ให้ผู้ดูแลระบบตรวจว่าบริการ AI ที่ใช้อยู่สร้างด้วย Agent Framework ฝั่ง Python และใช้ส่วนไหนบ้าง ขอบเขตข่าวนี้อยู่ที่ชุดเครื่องมือและส่วนเชื่อมต่อที่บันทึกรุ่นระบุ จึงควรเริ่มจากยืนยันว่าเกี่ยวกับระบบของเราจริงก่อน (GitHub)
  2. ขอให้ทีมสาธิตงานสำคัญหลังอัปเดต รวมถึงขั้นตอนที่ต้องอนุมัติและกรณีไม่อนุมัติ ผมแนะนำขั้นตอนนี้เพราะรุ่นใหม่แก้ทั้งการเก็บผลอนุมัติและการจับคู่ผลกับงานที่เกี่ยวข้อง (GitHub)
  3. กำหนดช่วงทดลองก่อนนำไปใช้กับงานประจำ โดยให้ทีมรายงานว่าการเชื่อมเครื่องมือและสิทธิ์ยังทำงานตามที่ตกลงกัน แทนการยืนยันเพียงว่าติดตั้งรุ่นใหม่สำเร็จ เพราะการย้ายครั้งนี้แตะมากกว่าตัวติดตั้ง (GitHub)

ทีม Python ที่สร้าง agent และทีมไอที

  1. ตรึงเวอร์ชันหรือกำหนดรุ่นที่โครงการใช้ให้แน่นอน แล้วบันทึกชุดแพ็กเกจที่ทดสอบร่วมกัน ผมแนะนำให้ทำก่อนอัปเดต เนื่องจากรุ่นนี้ปรับทั้งการผูกเวอร์ชัน Core และขั้นต่ำของส่วนเสริมบางตัว (GitHub)
  2. เริ่มในโครงการชั่วคราวหรือสภาพแวดล้อมทดสอบ ใช้ข้อมูลจำลองและสิทธิ์สำหรับทดสอบ อย่านำกุญแจเข้าถึงบริการของระบบใช้งานจริงมาลอง ตรวจ MCP server หรือฝั่งบริการเครื่องมือที่ agent ติดต่อ ทั้งการเริ่มเชื่อมต่อ รับผล ข้อผิดพลาด และปิดการเชื่อมต่อ ตามขอบเขตที่รุ่นนี้เปลี่ยน (GitHub)
  3. อ่านคู่มือย้าย MCP ที่เข้าถึงเนื้อหาได้จริง และตรวจขอบเขตสิทธิ์ของ AG-UI รวมถึงการประกาศผู้ใช้คนเดียวให้ตรงลักษณะระบบ อย่าใช้การประกาศดังกล่าวแทนการออกแบบสิทธิ์ของระบบหลายผู้ใช้ เพราะข้อกำหนดรุ่นนี้แยกสองทางเลือกไว้ชัดเจน (GitHub)
  4. ตรวจการตั้งค่าเครื่องมือรันคำสั่งผ่าน Docker และทดสอบผลของการไม่รับช่วงช่องทางป้อนข้อมูลจากเครื่องเจ้าบ้าน ผมแนะนำให้ทบทวนว่าใครแก้การตั้งค่าได้ด้วย เพราะบันทึกรุ่นทำเงื่อนไขความเชื่อถือของตัวเลือกเพิ่มเติมให้ชัดขึ้น (GitHub)
  5. ตรวจรุ่น Python และส่วนเสริมที่ใช้งานก่อนย้ายพร้อมกันหลายอย่าง โดยเฉพาะโครงการที่ใช้ Power Fx หรือ Redis บน Python 3.15 ซึ่งหน้าแพ็กเกจแจ้งข้อจำกัดไว้โดยตรง (PyPI)

หลักฐานความปลอดภัยและความเสี่ยงที่ยังเหลือ

หลักฐานเรื่องที่มาคือบันทึกรุ่นในคลังทางการ microsoft/agent-framework บน GitHub ที่ระบุป้าย python-1.23.0 และวันที่ 22 ตุลาคม 2026 ประกอบกับหน้า PyPI ของ agent-framework 1.23.0 ที่เชื่อมข้อมูลโครงการกลับไปยังคลังของ Microsoft ส่วน NewReleases ช่วยตรวจว่ามีรายการเผยแพร่รุ่นเดียวกัน แต่ไม่ใช่การตรวจสอบความปลอดภัยของโค้ดโดยอิสระ (GitHub, PyPI, NewReleases)

บันทึกรุ่นแสดงการปรับขอบเขตสิทธิ์ การทำเงื่อนไขความเชื่อถือของเครื่องมือให้ชัด การไม่รับช่วงข้อมูลเข้าจากเครื่องเจ้าบ้าน และการจัดการข้อผิดพลาดจากการตอบกลับแบบทยอยส่งก่อนเปิดเผยผ่านส่วนเชื่อมต่อบางชนิด แต่ไม่ได้แนบผลตรวจความปลอดภัยครบระบบหรือรหัสประกาศช่องโหว่สำหรับแต่ละรายการ การมีรายการแก้จึงยืนยันได้ว่ามีการเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ได้ยืนยันว่าปลอดภัยทุกสถานการณ์ (GitHub)

สำหรับสิทธิ์และการอนุมัติโดยค่าเริ่มต้น สิ่งที่ยืนยันได้คือ AG-UI บังคับให้ระบุขอบเขตสิทธิ์หรือประกาศผู้ใช้คนเดียว ขณะที่รายการแก้ผลอนุมัติไม่ได้ระบุว่าทุกเครื่องมือถูกปฏิเสธไว้ก่อน หรือทุกคำสั่งต้องรอคนกดอนุมัติ จึงยังต้องตรวจการตั้งค่าและพฤติกรรมของ agent แต่ละตัวเอง (GitHub)

ความเสี่ยงที่ยังเหลือในมุมการนำไปใช้คือโค้ดเดิมอาจไม่ตรงรูปแบบใหม่ การจัดการการเชื่อมต่ออาจไม่ตรงความรับผิดชอบ และสิทธิ์อาจไม่ตรงการใช้งานที่ตั้งใจ ผมแนะนำให้ทดสอบด้วยโครงการทิ้งได้ก่อนเสมอ และไม่ใช้ข้อมูลรับรองของระบบจริงในรอบทดลอง การมาจากคลังทางการเป็นหลักฐานเรื่องผู้เผยแพร่ ส่วนความเหมาะสมกับงานของเราต้องพิสูจน์จากการทดสอบครับ (GitHub)

ผมมองว่า…

ผมมองว่า รุ่นนี้มีคุณค่าตรงที่ทำให้ทีมต้องทบทวนทั้งการเชื่อมเครื่องมือและขอบเขตอำนาจของ agent ความเห็นของผมคือ งานสำคัญไม่ใช่การรีบให้เลขเวอร์ชันใหม่ที่สุด แต่คือการทำให้รู้ว่า AI เรียกอะไรได้ ใครอนุญาต และเมื่อการเชื่อมต่อผิดพลาดจะจบงานอย่างไร รายการเปลี่ยนของ MCP, AG-UI และเครื่องมือรันคำสั่งเป็นเหตุผลที่ควรจัดเวลาทบทวนเรื่องเหล่านี้พร้อมกัน (GitHub)

ผมยังเห็นว่าควรแยกการตัดสินใจเรื่องอัปเดตเฟรมเวิร์กออกจากความอยากย้าย Python ไปตัวใหม่ด้วย เพราะหน้าแพ็กเกจบอกชัดว่า 3.15 ยังมีความสามารถบางส่วนต่างจาก 3.14 เลขใหม่เป็นข้อมูลประกอบการเลือก ส่วนงานที่ต้องใช้ได้จริงควรเป็นเกณฑ์ตัดสินครับ (PyPI)

ปิดท้าย: สิ่งที่ต้องจับตา

สิ่งที่ควรติดตามต่อคือคำแนะนำการย้าย MCP และการดูแลการเชื่อมต่อที่ตรงกับโครงการของเรา รวมถึงผลทดสอบสิทธิ์ AG-UI หลังอัปเดต เพราะบันทึกรุ่นระบุทั้งการเปลี่ยนวงจรการเชื่อมต่อและเงื่อนไขการลงทะเบียน ส่วนทีมที่เตรียมใช้ Python 3.15 ควรติดตามข้อจำกัดของส่วนเสริมที่ตนต้องใช้ต่อไป (GitHub, PyPI)

สำหรับธุรกิจในไทยที่ใช้ชุดเครื่องมือนี้ ผมแนะนำให้เริ่มจากรายการระบบที่เกี่ยวข้องและผู้รับผิดชอบ แล้วค่อยกำหนดรอบทดสอบ ข้อมูลที่มีพอชี้ว่าอะไรเปลี่ยน แต่ยังไม่พอรับรองว่าระบบเฉพาะของใครจะย้ายได้โดยไม่แก้ไข การตรวจให้ครบก่อนเปิดใช้งานจริงจึงเป็นงานหลักของรอบนี้ (GitHub)

Recap

  • ตรวจว่าโครงการใช้ Agent Framework Python และส่วนเชื่อมต่อที่เปลี่ยนในรุ่นนี้หรือไม่ (GitHub)
  • ตรึงชุดเวอร์ชันที่ทดสอบ และตรวจ Core กับส่วนเสริมร่วมกัน (GitHub)
  • ทดสอบ MCP ทั้งการเชื่อมต่อ ข้อมูลตอบกลับ ข้อผิดพลาด และการปิดงาน (GitHub)
  • ตรวจขอบเขตสิทธิ์หรือการประกาศผู้ใช้คนเดียวของ AG-UI (GitHub)
  • ทดสอบผลอนุมัติ และทบทวนความเชื่อถือของเครื่องมือรันคำสั่ง (GitHub)
  • ตรวจข้อจำกัด Power Fx และ Redis หากใช้ Python 3.15 (PyPI)
  • อ่านคู่มือย้าย MCP ที่มีเนื้อหาครบก่อนแก้โค้ดจริง (เอกสาร MCP Python SDK)
  • ทดลองในโครงการชั่วคราวโดยไม่ใช้กุญแจระบบจริง ก่อนนำการเปลี่ยนครั้งนี้ไปใช้กับงานประจำ (GitHub)