
Oracle Java เริ่มปีละ 100 ดอลลาร์ แต่ SME ต้องนับพนักงานทั้งบริษัท
Oracle ประกาศราคา Java SE Universal Subscription เริ่มปีละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2026 แปลว่าองค์กรขนาดเล็กสุดมีราคาแบบรายปีให้ใช้ตั้งงบแล้ว ตาม ประกาศของ Oracle แต่ก่อนส่งต่อข่าวให้ฝ่ายบัญชี ต้องอ่านคำว่า “พนักงาน” ในตารางให้ครบครับ
Java คือภาษาและระบบสำหรับให้โปรแกรมทำงาน ส่วนแพ็กเกจที่เป็นข่าวคือสิทธิ์ใช้งานเชิงพาณิชย์พร้อมบริการของ Oracle ผู้ผลิตรายหนึ่งในโลก Java ตาม หน้า Java SE Universal Subscription เรื่องนี้จึงเกี่ยวกับงบดูแลซอฟต์แวร์ของธุรกิจ มากกว่าค่าแอปที่พนักงานซื้อใช้ส่วนตัว
สรุป 30 วินาที: เกิดอะไรขึ้น
Oracle ระบุว่าราคาใหม่สำหรับองค์กรที่มีพนักงาน ต่ำกว่า 3,000 คน พร้อมให้ใช้แล้ว แปลว่าประกาศนี้มุ่งที่องค์กรเล็กและกลาง ไม่ได้เปลี่ยนตารางสำหรับองค์กรทุกขนาด ตาม บล็อก Oracle วันที่ 8 ตุลาคม ส่วนราคาองค์กรใหญ่กว่านั้นยังคงเดิม แต่แหล่งที่ให้มายังไม่มีตัวเลขราคาองค์กรใหญ่ให้คำนวณต่อครับ
SD Times วันที่ 9 ตุลาคม รายงานตารางราคาเดียวกัน และระบุช่องทางซื้อออนไลน์เช่นเดียวกับ Oracle นี่เป็นข่าวจากสื่ออีกโดเมนที่ช่วยตรวจว่ารายงานประกาศตรงกัน แต่ไม่ได้เป็นการทดสอบว่าบริษัทไทยจะจ่ายจริงเท่าไร
สิ่งที่ได้ตาม ประกาศ Oracle คือใบอนุญาตเชิงพาณิชย์สำหรับ Oracle Java ทุกเวอร์ชัน พร้อมเข้าถึงบริการช่วยเหลือและอัปเดตด้านประสิทธิภาพ ความเสถียร และความปลอดภัย คำว่า subscription ในข่าวนี้หมายถึงแพ็กเกจสมัครใช้สิทธิ์และบริการตามช่วงเวลา ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่เห็นคำว่า Java บนเครื่องต้องรีบซื้อแพ็กเกจนี้
แล้วถ้าบริษัทมีคนใช้ระบบ Java เพียงฝ่ายเดียว เราควรนับคนฝ่ายนั้นหรือทั้งบริษัท? หน้าแพ็กเกจของ Oracle ระบุชัดว่ารูปแบบราคาคิดต่อพนักงาน ตรงนี้เป็นรายละเอียดที่ต้องแยกจากจำนวนผู้ใช้งานโปรแกรมก่อนประเมินงบ
ทำไมเรื่องนี้เกี่ยวกับคุณ
ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ ประเด็นคือการรู้ว่าระบบที่ซื้อมาใช้นั้นพึ่ง Oracle Java อยู่ตรงไหน แพ็กเกจนี้ครอบคลุมการใช้งานบนคอมพิวเตอร์พนักงาน เซิร์ฟเวอร์หรือเครื่องที่ให้บริการระบบ และคลาวด์ ตาม หน้า Oracle Subscription จึงควรถามผู้ขายระบบจากรายการติดตั้งจริง แทนการเดาจากชื่อโปรแกรมบัญชีหรือโปรแกรมหน้าร้าน
สำหรับคนทำงานทั่วไป ข่าวนี้เป็นเหตุผลให้ส่งคำถามไปยังฝ่าย IT มากกว่าจะเปลี่ยนโปรแกรมด้วยตัวเอง ลองขอให้ผู้ดูแลระบุว่าเครื่องของคุณใช้ Java จากผู้ผลิตรายใด และใครรับผิดชอบอัปเดต วิธีนี้ช่วยให้การตัดสินใจเรื่องสิทธิ์กับการดูแลเครื่องอยู่ในมือคนที่เห็นระบบทั้งหมด
สำหรับนักเรียนหรือผู้ปกครองที่เห็นข่าวราคา อย่าเพิ่งนำตารางองค์กรไปใช้เป็นข้อสรุปเรื่องค่าเรียนเขียนโปรแกรม Oracle อธิบายแพ็กเกจนี้ ในฐานะสิทธิ์และการสนับสนุนระดับองค์กร แหล่งที่ให้มาไม่ได้แจกแจงเงื่อนไขการเรียนหรือการใช้งานส่วนตัวทุกกรณี จึงยังตอบแทนเงื่อนไขของซอฟต์แวร์ที่แต่ละคนติดตั้งไม่ได้
ส่วนธุรกิจที่มีคนดูแลระบบน้อย ควรสนใจว่าแพ็กเกจจะช่วยงานใดที่ทีมทำเองไม่ไหว Oracle ระบุบริการ ทั้งการมองเห็นรายการ Java ในองค์กร การช่วยวิเคราะห์ช่องโหว่ และการอัปเดตเชิงรุก แต่คำอธิบายประโยชน์จากผู้ขายยังต้องเทียบกับความต้องการจริง ไม่ควรซื้อเพียงเพราะราคาเริ่มต้นดูต่ำ
ทำงานยังไง
แยกเรื่องนี้เป็นตัวโปรแกรมกับสิทธิ์บริการครับ Oracle JDK คือชุดซอฟต์แวร์ของ Oracle สำหรับพัฒนาและให้โปรแกรม Java ทำงาน ส่วนใบอนุญาตบอกขอบเขตที่อนุญาตให้ใช้ และบริการช่วยเหลือเป็นอีกส่วนที่มาพร้อมแพ็กเกจ ตาม หน้า Oracle Subscription การเห็นว่าระบบยังเปิดได้จึงไม่ได้ตอบว่าบริษัทมีสิทธิ์และบริการใดอยู่แล้ว
Oracle อธิบายเหตุผลของการคิดต่อพนักงาน ว่าช่วยลดปัญหาการนับชุดติดตั้ง JDK อย่างละเอียดในระบบหลายรูปแบบ แปลเป็นภาษาคนทำงานคือ ผู้ซื้อใช้จำนวนคนขององค์กรเป็นฐานราคา แทนการไล่นับแต่ละชุดติดตั้งเพื่อกำหนดราคาแบบนี้ แต่ทีม IT ยังควรทำรายการติดตั้งเพื่อรู้ว่ากำลังดูแลอะไรครับ
เปรียบกับร้านข้าวตามสั่งที่รับจัดอาหารให้บริษัท แต่กำหนดแพ็กเกจตามจำนวนพนักงานที่บริษัทแจ้ง ไม่ได้ดูเฉพาะคนที่ลงมากินหน้าร้านตอนเที่ยง อุปมานี้อธิบายเพียงฐานคิดราคา ไม่ได้เป็นเงื่อนไขสัญญาของ Oracle เมื่อฐานราคาเป็นคนทั้งองค์กร ฝ่ายบุคคลจึงมีข้อมูลที่ฝ่าย IT ต้องใช้ด้วย
อีกจุดคือ OCI หรือ Oracle Cloud Infrastructure ซึ่งเป็นบริการคลาวด์ของ Oracle สำหรับให้ระบบทำงานบนโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทนั้น ประกาศ Oracle ระบุว่า Oracle Java พร้อมคุณสมบัติและบริการของ subscription รวมอยู่แล้วสำหรับงาน Java ที่ทำงานบน OCI โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ข้อความนี้พูดถึงส่วน Java ที่รวมให้ ไม่ได้บอกว่าค่าบริการคลาวด์ทั้งหมดฟรี
สำหรับระบบที่อยู่หลายคลาวด์ หรือยังใช้คอมพิวเตอร์กับศูนย์ข้อมูลของตัวเอง Oracle ระบุว่า subscription รองรับความต้องการสิทธิ์และการช่วยเหลือในบริบทเหล่านั้น ตาม ประกาศเดียวกัน ก่อนซื้อจึงควรแยกตำแหน่งที่ระบบทำงาน และถามว่าส่วนไหนมีสิทธิ์รวมอยู่กับบริการเดิมแล้ว
จุดหักมุม: คนไม่ได้ใช้ Java ก็เกี่ยวกับฐานราคา
แต่คำว่า “ต่อพนักงาน” ทำให้ราคาที่อ่านจากจำนวนผู้ใช้ระบบอาจผิดไปครับ หน้า Oracle ใช้จำนวนพนักงานเป็นฐาน ไม่ได้เขียนว่าคิดเฉพาะนักพัฒนาหรือคนที่เปิดโปรแกรม Java ฝ่ายบุคคลกับฝ่ายบัญชีจึงควรอยู่ในวงสนทนาด้วย
สมมติบริษัทมี 120 คน แปลว่าเกินช่วงพนักงานไม่เกินหนึ่งร้อยคนแล้ว เมื่ออ่าน ตารางในประกาศ Oracle ตัวอย่างสมมตินี้จึงตกในช่วงพนักงานไม่เกินห้าร้อยคน ไม่ใช่ช่วงราคาที่เล็กกว่า
ราคาช่วงนั้นคือ 10,000 ดอลลาร์ต่อปี แปลว่างบของตัวอย่างต้องตั้งตามขั้นดังกล่าวเมื่ออ่านตารางตรงตัว ตาม ตาราง Oracle นี่เป็นการตีความช่วงราคา ไม่ใช่ใบเสนอราคาที่ออกให้บริษัทจริง และยังต้องตรวจนิยามพนักงานในสัญญาก่อนซื้อ
เรื่องเงิน / ผลกระทบ
ตารางด้านล่างเป็นราคาใหม่รายปีในหน่วยดอลลาร์สหรัฐ จาก Oracle และ SD Times ใช้อ่านช่วงงบ ไม่ใช่ราคาเงินบาทหรือยอดสุทธิที่บริษัทไทยจะจ่าย ช่องที่เขียน “ไม่เกิน” ต้องอ่านเป็นลำดับขั้นจากจำนวนพนักงานจริง
| จำนวนพนักงานตามตาราง | ราคาใหม่ต่อปี | แปลว่าอะไรสำหรับการตั้งงบ |
|---|---|---|
| ไม่เกิน 10 คน | 100 ดอลลาร์ | ราคาเริ่มต้นสำหรับองค์กรในช่วงเล็กสุด |
| ไม่เกิน 100 คน | 1,000 ดอลลาร์ | ขั้นถัดมาสำหรับองค์กรที่เกินช่วงแรก |
| ไม่เกิน 500 คน | 10,000 ดอลลาร์ | เมื่อเกินช่วงก่อนหน้า ให้อ่านขั้นนี้ |
| คนที่เพิ่มในช่วง 501–2,999 คน | เพิ่มคนละ 147.20 ดอลลาร์ | บวกจากฐาน 10,000 ดอลลาร์สำหรับห้าร้อยคนแรก |
| ตั้งแต่ 3,000 คน | ไม่เปลี่ยนแปลง | ต้องดูราคาองค์กรใหญ่ ไม่ใช่ขยายสูตรนี้เอง |
ค่าเพิ่ม 147.20 ดอลลาร์ต่อพนักงานต่อปี แปลว่าเมื่อพ้นช่วงราคาเหมาสำหรับห้าร้อยคนแรก คนที่เพิ่มจะเป็นรายการบวกตาม ตาราง Oracle อย่านำอัตรานี้ไปคูณคนทั้งบริษัท เพราะประกาศระบุให้บวกกับฐานของช่วงแรก และอย่าขยายสูตรเลยช่วงที่ตารางกำหนด
องค์กรที่มีพนักงาน ไม่เกิน 500 คน ซื้อผ่าน Oracle Store ได้ แปลว่ากลุ่มนี้มีช่องทางซื้อออนไลน์โดยตรงตาม ประกาศ Oracle ส่วนองค์กรที่มีความต้องการเพิ่มเติมให้ติดต่อฝ่ายขาย ช่องทางซื้อที่ง่ายขึ้นยังไม่ตอบเรื่องเอกสารภาษี การชำระเงิน หรือเงื่อนไขเฉพาะบริษัทไทยทั้งหมด
บทความนี้ไม่แปลงเป็นเงินบาทครับ เพราะแหล่งที่ให้มาไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนหรือราคาไทยที่ยืนยันได้ ภาษีมูลค่าเพิ่มและยอดสุทธิสำหรับผู้ซื้อในไทยก็ยังไม่ระบุใน ประกาศราคา ฝ่ายบัญชีควรขอใบเสนอราคาพร้อมรายการภาษี แทนการใช้ตัวเลขดอลลาร์เป็นยอดอนุมัติสุดท้าย
ผลกระทบด้านงบอีกอย่างคือการเติบโตของบริษัท หากกำลังรับคนเพิ่ม ควรตรวจว่าจะข้ามช่วงราคาเมื่อใด และถามผู้ขายว่าใช้จำนวนพนักงาน ณ จุดไหนของสัญญา การตรวจล่วงหน้าเป็นคำแนะนำในการตั้งงบ ไม่ใช่ข้อยืนยันว่า Oracle จะปรับบิลกลางปี เพราะแหล่งที่ให้มายังไม่อธิบายขั้นตอนนั้น
ข้อมูลที่ยังไม่ชัด และจุดที่แหล่งข่าวพูดไม่ตรงกัน
ฝั่งสนับสนุนที่มีชื่อชัดคือ Oracle Donald Smith รองประธานฝ่ายจัดการผลิตภัณฑ์เขียนว่าเป้าหมายคือทำให้ธุรกิจเล็กและกลางเข้าถึงประโยชน์ของแพ็กเกจได้ง่ายขึ้น ตาม บล็อก Oracle นี่เป็นคำอธิบายจากผู้ขาย ส่วน หน้าแพ็กเกจ เสนอประโยชน์ด้านความปลอดภัย ความต่อเนื่องของระบบ และการช่วยเหลือผู้ดูแล
ยังไม่มีเสียงคัดค้านจากองค์กรที่ระบุชื่อได้ในแหล่งชุดนี้ SD Times รายงานประกาศและตารางราคา ไม่ได้เสนอคำวิจารณ์จากลูกค้าหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสัญญา ผมจึงไม่สร้างฝ่ายค้านขึ้นมา และไม่อ้างว่าสื่อรับรองความคุ้มค่าหรือความเหมาะสมกับบริษัทไทย
ทั้ง Oracle กับ SD Times ให้ตัวเลขตรงกัน จึงไม่มีข้อขัดแย้งเรื่องตารางที่ต้องเลือกเชื่อคนใดคนหนึ่ง ความต่างอยู่ที่ขอบเขตข้อมูล: บล็อกให้ประกาศราคาใหม่ สื่อรายงานต่อ ส่วนหน้าแพ็กเกจอธิบายบริการกว้างกว่า จำนวนแหล่งที่ครบจึงไม่ได้แปลว่ามีมุมมองอิสระครบทุกด้าน
นิยามพนักงานก็ยังเป็นคำถามสำคัญครับ ข้อความใน หน้าแพ็กเกจ Oracle ที่ได้รับไม่ได้แจกแจงว่าผู้รับเหมา คนทำงานบางเวลา หรือบริษัทในเครือนับอย่างไร อย่าใช้คำว่า “พนักงาน” ตามความเข้าใจทั่วไปไปแทนข้อความในสัญญา ควรให้ผู้ขายตอบเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมเอกสารอ้างอิง
แล้วราคาที่เรียกว่าลดลง ช่วยบริษัทคุณประหยัดจากสัญญาเดิมเท่าไร? Oracle เรียกประกาศนี้ว่าราคาใหม่ที่ต่ำลง แต่แหล่งชุดนี้ไม่ได้ให้ราคาเดิมและเงื่อนไขเดิมครบสำหรับเปรียบเทียบ จึงยังคำนวณยอดประหยัดเฉพาะบริษัท หรือยืนยันผลกับสัญญาที่กำลังใช้อยู่ไม่ได้
เรื่องทางเลือกก็ต้องซื่อตรงเช่นกัน หน้า Oracle กล่าวถึง OpenJDK ซึ่งเป็นโครงการโอเพนซอร์สในระบบนิเวศ Java แต่ข้อความที่ให้มาไม่แจกแจงเงื่อนไขของชุดซอฟต์แวร์จากผู้ผลิตรายอื่น ควรถามทีม IT ว่ามีทางเลือกที่ใช้ได้โดยไม่ต้องซื้อแพ็กเกจนี้หรือไม่ แล้วตรวจเงื่อนไขและการช่วยเหลือของตัวเลือกนั้นโดยตรง ไม่สรุปว่าทุกชุดฟรีหรือแทนกันได้ทันที
แล้วเราควรทำอะไร
เจ้าของกิจการและฝ่ายบัญชี: ทำตามได้เลย
- ขอจำนวนพนักงานจากฝ่ายบุคคล แล้วจดวันที่ที่ใช้นับไว้ ส่งให้ผู้ขายตรวจนิยามตามสัญญา ก่อนเลือกช่วงราคา วิธีนี้ลดโอกาสที่ฝ่ายบัญชีกับฝ่าย IT ใช้คนละฐานโดยไม่รู้ตัว
- ขอใบเสนอราคาเป็นรายการ แยกค่าสิทธิ์ บริการ ภาษี และเงื่อนไขชำระเงินให้ชัด หากมีสัญญาเดิม ให้ถามว่าราคาใหม่ใช้กับการต่ออายุของคุณอย่างไร อย่าสันนิษฐานว่าจะเปลี่ยนให้อัตโนมัติ
- นำงบไปเทียบกับสิ่งที่ต้องการจริง เช่น การช่วยแก้ปัญหาและอัปเดตระบบ ไม่เทียบแค่ราคาเริ่มต้นกับราคาช่วงของบริษัทตัวเอง ถามฝ่าย IT ให้ระบุบริการที่จำเป็นและบริการที่ยังไม่ได้ใช้
ทีม IT และผู้ดูแลระบบ: ทำตามได้เลย
- ทำรายการว่า Oracle JDK ติดตั้งที่ไหน ใครดูแล และโปรแกรมใดพึ่งอยู่ บันทึกผู้ผลิตกับเวอร์ชันจากเครื่องจริง อย่าเดาจากชื่อ Java อย่างเดียว รายการนี้ใช้คุยกับผู้ขายและวางแผนอัปเดตได้
- แยกระบบบน OCI ออกจากระบบที่อยู่คลาวด์อื่นหรือเครื่องของบริษัท แล้วตรวจสิทธิ์ที่มีอยู่ก่อน ตาม Oracle งาน Java บน OCI มีส่วน subscription รวมให้ จึงควรถามให้ชัดว่าระบบใดเข้าขอบเขตนั้น
- ถามผู้ขายซอฟต์แวร์ว่าจำเป็นต้องใช้ชุดเชิงพาณิชย์และบริการของ Oracle จริงหรือไม่ ขอเหตุผลด้านการรองรับระบบและเงื่อนไขที่ตรวจได้ หากพิจารณาทางเลือก ให้ทดสอบในระบบแยกก่อนเสนอเปลี่ยนของที่ใช้งานจริง
- ระบุคนรับผิดชอบเรื่องอัปเดตและการติดต่อขอความช่วยเหลือ การซื้อแพ็กเกจที่ Oracle ระบุว่ามีบริการสนับสนุน ยังต้องมีคนในบริษัทประสานงานและตัดสินใจเรื่องระบบครับ
พนักงาน นักเรียน และผู้ใช้งานทั่วไป: ทำตามได้เลย
- ถ้าเป็นเครื่องบริษัท ส่งคำถามเรื่องผู้ผลิต Java และผู้ดูแลสิทธิ์ให้ฝ่าย IT อย่าถอนติดตั้งหรือเปลี่ยนชุดซอฟต์แวร์เองเพียงเพราะเห็นข่าวราคา
- ถ้าเป็นเครื่องส่วนตัว ตรวจเงื่อนไขจากชุดที่ติดตั้งจริงกับผู้ให้บริการของคุณ แยกการใช้งานส่วนตัวออกจากการจัดซื้อองค์กร เพราะแหล่งข่าวชุดนี้ยังตอบเงื่อนไขของคุณเฉพาะรายไม่ได้
ผมมองว่า…
ผมมองว่า ข่าวนี้ ไม่ใช่ Java ทั้งโลกเปลี่ยนเป็นของเสียเงิน แต่คือ Oracle ปรับราคาสิทธิ์และบริการเชิงพาณิชย์ของตัวเอง กรอบนี้ช่วยให้คนอ่านไม่ตกใจเกินเรื่อง และช่วยให้เจ้าของกิจการถามถูกประเด็น การตัดสินใจควรเริ่มจากสิ่งที่ใช้อยู่กับความช่วยเหลือที่ต้องการ ก่อนเลือกแพ็กเกจตามราคา
ผมมองว่า จุดที่ธุรกิจไทยควรทำให้ดีคือเชื่อมข้อมูลฝ่ายบุคคลกับรายการระบบของฝ่าย IT แล้วให้บัญชีตรวจยอดจริงร่วมกัน บริษัทที่รู้เพียงจำนวนเครื่องยังตอบฐานราคานี้ไม่ครบ ส่วนบริษัทที่รู้เพียงจำนวนคนก็ยังตอบไม่ได้ว่าต้องซื้อบริการนั้นหรือไม่ ข้อมูลทั้งสองด้านจำเป็นคนละหน้าที่
ผมมองว่า การมีช่องทางออนไลน์ช่วยลดขั้นตอนการซื้อได้ตามเป้าหมายที่ Oracle ระบุ แต่ความสะดวกไม่ควรนำหน้าการอ่านเงื่อนไข ก่อนกดจ่ายควรได้คำตอบเรื่องนิยามพนักงาน สิทธิ์เดิม และภาษีครบก่อน นี่เป็นงานตรวจงบที่ทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอข่าวถัดไป
ปิดท้าย: สิ่งที่ต้องจับตา
ราคาที่อ่านง่ายขึ้นจะมีประโยชน์เมื่อบริษัทเข้าใจทั้งฐานนับคนและสิ่งที่ได้รับจากการจ่ายเงินจริงครับ หลังประกาศวันที่ 8 ตุลาคม 2026 ของ Oracle ให้จับตาคำตอบเรื่องการใช้ราคาใหม่กับสัญญาเดิม และใบเสนอราคาสำหรับผู้ซื้อไทย แหล่งที่ให้มายังไม่ระบุวันเผยรายละเอียดเหล่านี้
ในบริษัทของคุณ ใครเป็นคนยืนยันจำนวนพนักงานกับรายการ Oracle JDK ก่อนฝ่ายบัญชีอนุมัติค่าใช้จ่าย?
Recap
- เกิดอะไรขึ้น: Oracle ประกาศราคาใหม่รายปีสำหรับองค์กรเล็กและกลาง ตาม ประกาศต้นทาง
- ตัวเลขที่ต้องจำ: ราคาเริ่มต้น 100 ดอลลาร์ต่อปี แปลว่าใช้ได้กับช่วงองค์กรเล็กสุดใน ตาราง Oracle ไม่ใช่ราคาของทุกบริษัท
- ฐานราคา: นับพนักงานตามรูปแบบแพ็กเกจ ไม่ใช่เฉพาะผู้ใช้ Java ตาม หน้า Subscription
- ใครเห็นต่าง: ยังไม่มีเสียงค้านที่ระบุชื่อในแหล่งชุดนี้ และ SD Times รายงานตารางตรงกับ Oracle
- ยังไม่รู้: นิยามพนักงานโดยละเอียด ราคาไทย ภาษี และผลต่อสัญญาเดิม ต้องถามผู้ขายก่อนซื้อ
- ผลต่อคุณ: ขอรายการติดตั้งจาก IT จำนวนคนจากฝ่ายบุคคล และยอดสุทธิจากบัญชี ก่อนตั้งงบ
- สิ่งที่ต้องจับตา: คำตอบเรื่องสัญญาเดิมและเอกสารเสนอราคาสำหรับผู้ซื้อไทย ยังไม่มีวันประกาศในแหล่งชุดนี้
- แหล่งอ้างอิง: 1 — Oracle Java Blog · 2 — SD Times · 3 — Oracle Subscription