
ยอดส่งมือถือทั่วโลกต่ำสุดในรอบ 14 ปี ราคาขึ้นราว 20%: AI แย่งชิปแรม เครื่องถัดไปของคุณจะแพงแค่ไหน
ยอดส่งมือถือทั่วโลกในไตรมาส 3 ปี 2026 ลดลง 20% จากปีก่อน ต่ำที่สุดสำหรับไตรมาส 3 นับตั้งแต่ปี 2012 ตามตัวเลขเบื้องต้นที่ Counterpoint Research ประกาศเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ครับ ต้นเหตุหลักคือชิปหน่วยความจำแพงและขาดตลาด เพราะโครงการศูนย์ข้อมูล AI ดึงกำลังผลิตไปใช้ ตามที่ Reuters สรุปไว้
ตัวเลขที่กระทบกระเป๋าตรงกว่าคือราคา Counterpoint ระบุว่าแบรนด์มือถือส่งต่อต้นทุนให้ผู้ซื้อ จนราคาขายปลีกมือถือทั่วโลกปีนี้ขึ้นไปแล้วราว 20% เทียบง่ายๆ คือเครื่องที่เคยตั้งงบไว้ 10 ส่วน ตอนนี้อาจต้องใช้ราว 12 ส่วน แต่นี่เป็นค่าเฉลี่ยทั่วโลก ไม่ใช่ป้ายราคาร้านไทย
ผมอ่านประกาศต้นทางของ Counterpoint รายงานย้อนหลังของ Counterpoint อีก 3 ชิ้น ข่าว Reuters, The Nation, FoneArena รายงานของ IDC ข่าวตลาดหุ้นจาก AP และ Seoul Economic Daily และหน้าของ IMF แล้วสรุปมาให้ครับ ทุกอย่างในบทความมาจากแหล่งที่ลิงก์ไว้ ผมไม่ได้เดินสำรวจราคาร้านไทยเอง และต้องบอกก่อนเลยว่า ยังไม่มีแหล่งไหนให้ตัวเลขของไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แยกออกมา
สรุป 30 วินาที: เกิดอะไรขึ้น
- ยอดส่งลด 20% Counterpoint ประเมินจากบริการ Market Monitor ว่ายอดส่งมือถือทั่วโลกช่วง ก.ค.–ก.ย. 2026 ลดลง 20% จากปีก่อน เป็นตัวเลขแบบ sell-in คือนับเครื่องที่แบรนด์ส่งเข้าตัวแทนจำหน่ายและร้าน ไม่ใช่จำนวนเครื่องที่คนเดินไปจ่ายเงินซื้อ (Counterpoint)
- ต้นเหตุคือราคา DRAM และ NAND ที่ขึ้นไม่หยุด ทำให้ต้นทุนชิ้นส่วนต่อเครื่องพุ่ง ของขาด และแบรนด์ส่งเครื่องได้น้อยลง Counterpoint บอกด้วยว่ายอดที่ลดลงครั้งนี้ “ใกล้เคียงที่คาดไว้”
- แบรนด์ใหญ่สองเจ้ากินส่วนแบ่งเพิ่ม Samsung ครองอันดับหนึ่งด้วยส่วนแบ่ง 23% ส่วน Apple ขึ้นมาที่ 22% ขณะที่ Xiaomi, OPPO และ vivo ยอดส่งหายไปมากกว่าหนึ่งในห้า (The Nation, FoneArena)
- วันรุ่งขึ้น (13 ต.ค.) หุ้นชิปเกาหลีร่วงหนัก ดัชนี Kospi ปิดลบ 5.46% (Seoul Economic Daily) วันเดียวกับที่ IMF เปิดรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกระหว่างการประชุมประจำปีที่กรุงเทพฯ (IMF)
ตารางส่วนแบ่งตลาดตามตัวเลขเบื้องต้นของ Counterpoint:
| แบรนด์ | ส่วนแบ่ง Q3 2026 | ยอดส่งเทียบปีก่อน |
|---|---|---|
| Samsung | 23% | ลด 3% |
| Apple | 22% (ครั้งแรกที่เกิน 20% ในไตรมาส 3) | ลดลง (ไม่ได้ระบุตัวเลข) |
| Xiaomi | 10% | ลดมากกว่า 30% |
| OPPO (รวม OnePlus และ realme) | 9% | ลดมากกว่า 20% |
| vivo | 8% | ลดมากกว่า 20% |
ตัวเลขชุดนี้ออกเย็นวันที่ 12 ต.ค. ตามเวลาไทย (ประกาศของ Counterpoint ลงเวลาราว 17:30 น.) และ Reuters รายงานต่อในคืนเดียวกัน
ทำไมเรื่องนี้เกี่ยวกับกระเป๋าเงินคุณ
มือถือคือเครื่องที่หลายคนใช้ทั้งโอนเงิน รับงาน เรียน และคุยกับครอบครัว พอราคาขยับ มันไม่ใช่เรื่องของคนอยากได้เครื่องใหม่อย่างเดียวครับ ผลกระทบมาถึงคุณได้ 3 ทาง
1) เครื่องถัดไปแพงขึ้น Counterpoint บอกตรงๆ ว่าการขึ้นราคาเป็นวิธีที่แบรนด์ส่งต้นทุนหน่วยความจำต่อให้ผู้ซื้อ และคาดว่าช่วงที่เหลือของปี 2026 ยังยาก (Counterpoint)
2) รุ่นราคาประหยัดโดนหนักที่สุด ข้อนี้แหล่งข่าวพูดตรงกัน Counterpoint ระบุว่าแรงกดดันตกอยู่กับตลาดมวลชน ขณะที่ความต้องการเครื่องพรีเมียม “ค่อนข้างทนทาน” ช่องว่างระหว่างเครื่องแพงกับเครื่องราคาประหยัดจึงถ่างออก
รายละเอียดรายแบรนด์ชัดกว่านั้นอีก OPPO กับ vivo ขึ้นราคาทั้งรุ่นเริ่มต้นและรุ่นกลาง การขึ้นราคาของ vivo ยังดันรุ่นราคาประหยัดหลุดออกจากช่วงราคาที่ขายดี ส่วน Xiaomi ถอยจากกลุ่มราคาต่ำและตลาดต่างประเทศที่ไม่ใช่ตลาดหลัก (FoneArena) ถ้าเครื่องในใจคุณเป็นรุ่นคุ้มราคาของแบรนด์เหล่านี้ ข่าวนี้ใกล้ตัวกว่าคนที่ซื้อเรือธงเสียอีก
3) เงินเท่าเดิม ได้สเปกน้อยลง รายงานติดตามราคาของ Counterpoint เมื่อ 3 ก.ย. พบว่าแบรนด์คุมต้นทุนด้วยการลดความจุ ลดชุดกล้อง และนำรุ่น 4G กลับมาในบางช่วงราคา แปลว่าป้ายราคาอาจดูเท่าเดิม แต่ของในกล่องอาจไม่เท่าเดิม
แล้วไทยอยู่ตรงไหน? รายงานเดียวกันให้ตัวเลขตามภูมิภาคครับ ตลาดที่อ่อนไหวต่อราคาโดนหนักสุด อินเดียราคาขึ้นเฉลี่ย 21% ส่วนกลุ่ม Asia Pacific ขึ้น 19% เทียบกับจีน 10% ยุโรป 7% และสหรัฐฯ 5% Counterpoint อธิบายว่าในตลาดที่เครื่องราคาต่ำถึงกลางเป็นยอดขายส่วนใหญ่ แบรนด์มีที่ให้ดูดซับต้นทุนน้อยกว่า แต่รายงานไม่ได้บอกว่ากลุ่ม Asia Pacific รวมประเทศไหนบ้าง และ ไม่มีตัวเลขไทยแยก ผมจึงบอกได้แค่ว่ากลุ่มภูมิภาคที่ไทยน่าจะถูกนับรวมอยู่ด้วยเป็นฝั่งที่ราคาขึ้นแรง แต่บอกไม่ได้ว่าราคาในไทยขึ้นเท่าไร
ถ้าอยากดูตัวอย่างราคาจริงที่ขยับในต่างประเทศ บล็อกเราเคยสรุปกรณี Galaxy S26 ในอินเดียไว้ในบทความ RAMageddon ส่วนฝั่งโน้ตบุ๊กและคอมพิวเตอร์ที่โดนสาเหตุเดียวกัน อ่านได้ในบทความยอดส่งคอมลด 20.1% ผมจะไม่เล่าซ้ำตรงนี้ครับ
แล้วทำไมศูนย์ข้อมูล AI ที่อยู่ไกลตัวเรามาก ถึงทำให้มือถือราคาประหยัดหายจากชั้นได้?
ทำงานยังไง: ร้านข้าวแกงที่โรงสีส่งข้าวให้บุฟเฟต์ยักษ์ก่อน
เริ่มจากศัพท์ 3 คำครับ
- DRAM คือ “แรม” หน่วยความจำที่เครื่องใช้ระหว่างทำงาน ตัวเลขบนสเปกอย่าง 8GB หรือ 12GB คือส่วนนี้ แรมมากช่วยให้สลับแอปไปมาได้ลื่น
- NAND คือชิปเก็บข้อมูล หรือที่ร้านเรียกว่า “ความจุ” 128GB, 256GB ใช้เก็บรูป แอป และไฟล์
- BoM (Bill of Materials) คือใบรวมต้นทุนชิ้นส่วนทั้งหมดของเครื่องหนึ่งเครื่อง ตั้งแต่ชิป จอ แบต ไปจนถึงกล้อง
ศูนย์ข้อมูลที่รันโมเดล AI ต้องใช้หน่วยความจำจำนวนมหาศาล ผู้ผลิตชิปจึงขายให้ฝั่งนี้ได้ทั้งปริมาณมากและราคาดี Counterpoint ระบุว่าราคาหน่วยความจำขึ้นมาราว 4 เท่า นับจากไตรมาส 4 ปี 2025 (Counterpoint) ส่วน IDC ให้ภาพใกล้กันว่าต้นทุน NAND และ DRAM เพิ่มขึ้นกว่า 300% จากปีก่อน ซึ่งก็คือแพงขึ้นราวสี่เท่าเหมือนกัน
ลองนึกถึงร้านข้าวแกงในซอยที่ซื้อข้าวสารจากโรงสีเจ้าประจำมาหลายปีครับ วันหนึ่งเครือบุฟเฟต์ยักษ์มาเปิดสาขาทั่วประเทศ สั่งข้าวทีละหลายโกดังและยอมจ่ายแพงกว่า โรงสีก็ต้องส่งให้บุฟเฟต์ก่อน ร้านข้าวแกงยังได้ข้าวอยู่ แต่ได้น้อยลงและแพงขึ้น
ในเรื่องนี้ โรงสีคือผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ เครือบุฟเฟต์คือศูนย์ข้อมูล AI ร้านข้าวแกงคือแบรนด์มือถือ ส่วนเราคือลูกค้าที่มานั่งกินข้าว ร้านข้าวแกงมีทางเลือกอยู่ 4 ทาง และแบรนด์มือถือก็ทำครบทั้ง 4 ทางตามที่ Counterpoint รายงาน
- ขึ้นราคาจาน = ขึ้นราคาเครื่อง OPPO และ vivo ขึ้นทั้งรุ่นเริ่มต้นและรุ่นกลาง ส่วน Apple เริ่มขึ้นราคาในช่วงไม่กี่สัปดาห์สุดท้ายของไตรมาส
- ตักข้าวน้อยลงในราคาเดิม = ลดสเปก เช่น ลดความจุ ลดกล้อง หรือกลับไปใช้ 4G ในบางรุ่น
- ตัดเมนูกำไรบาง = ตัดรุ่นราคาถูก Xiaomi ลดสัดส่วนกลุ่มราคาต่ำ ส่วน OPPO ย้ายของจากกลุ่มที่กำไรบางไปตลาดและรุ่นที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่า
- เปิดร้านน้อยวันลง = ส่งเครื่องเข้าตลาดน้อยลง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของยอดส่งที่หายไป 20%
แล้วทำไมจานถูกเจ็บสุด? ข้าวสารที่ขึ้นราคาเท่ากัน กินสัดส่วนต้นทุนของจานข้าวไข่เจียวมากกว่าจานสเต๊กหลายเท่าครับ Counterpoint อธิบายแบบเดียวกันในรายงานพยากรณ์เมื่อ 23 ก.ย. ว่ามือถือระดับเริ่มต้นหดตัวแรงที่สุด เพราะต้นทุนชิ้นส่วนเป็นสัดส่วนใหญ่ของ BoM และผู้ผลิตแทบไม่มีที่ให้ดูดซับ (Counterpoint)
ส่วนเชนใหญ่อย่าง Samsung และ Apple มีลูกค้าเครื่องแพงที่ยังจ่ายไหว Counterpoint ระบุว่า Samsung อยู่ในจุดที่หาของมาส่งได้ดีกว่าคู่แข่ง และได้ชิ้นส่วนมาอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ Galaxy A ซึ่งเป็นตระกูลรุ่นกลางขายในตลาดเกิดใหม่ได้ต่อ ในจังหวะที่แบรนด์จีนบางเจ้าถอยออกไป นี่คือเหตุผลที่สองเจ้านี้ส่วนแบ่งเพิ่ม ทั้งที่ยอดส่งของตัวเองก็ลดลง
เรื่องเงิน: ราคา สเปก และสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตารางสเปก
ตัวเลขจากรายงานติดตามราคาของ Counterpoint เมื่อ 3 ก.ย. ช่วยให้เห็นภาพว่าการขึ้นราคาครั้งนี้กว้างแค่ไหน
- มือถือมากกว่า 40% ของรุ่นที่ติดตามโดนขึ้นราคาในปีนี้ Counterpoint บอกว่าเป็นครั้งแรกของวงการ แปลว่าไม่ใช่แค่ไม่กี่รุ่นที่ปรับ
- รุ่นที่เปิดตัวใหม่แพงกว่ารุ่นปีก่อนเฉลี่ย 25% แปลว่ารอรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ช่วยให้ได้ของถูกลง
- บางรุ่นราคาขึ้นเกือบ เท่าตัว ในปีนี้
ฝั่งผู้ซื้อก็ปรับตัวแล้วครับ Counterpoint พบว่าคนเลื่อนการเปลี่ยนเครื่อง เลือกรุ่นความจุน้อยลง และหันไปดูเครื่องปรับสภาพ (refurbished คือเครื่องมือสองที่ผ่านการตรวจและซ่อมให้กลับมาใช้ได้) ขณะที่โปรผ่อนและการเอาเครื่องเก่ามาแลก (trade-in) ช่วยพยุงยอดขายในบางตลาด
ฝั่งนักวิเคราะห์ Shilpi Jain นักวิเคราะห์อาวุโสของ Counterpoint บอกว่าไตรมาส 3 เป็นไตรมาสที่สองติดกันที่ “รับแรงกระแทกของวิกฤตหน่วยความจำเต็มๆ” และคนกำลังถือเครื่องเดิม “นานกว่าที่ประเมินไว้” (Reuters ผ่าน The Star)
มองไปข้างหน้า แหล่งข่าวทุกฝั่งยังไม่เห็นราคาลดเร็วๆ นี้
- Counterpoint คาดว่าช่วงที่เหลือของปีจะมีการลดการผลิต ตัดรุ่น และหันไปเน้นเครื่องพรีเมียมต่อ และยอดจะไม่ฟื้นจริงจังจนกว่าต้นทุนและซัพพลายจะดีขึ้น
- The Nation รายงานว่า Counterpoint เคยเตือนไว้ว่าการขาดแคลนหน่วยความจำอาจลากเข้าปี 2027 (The Nation)
- IDC คาดว่าราคาหน่วยความจำจะขึ้นต่ออย่างน้อยถึงปี 2028 และ Francisco Jeronimo รองประธานของ IDC พูดไว้ว่า “ยุคของสมาร์ตโฟนราคาถูกจบแล้ว” (IDC)
ผลระยะยาวต่อกลุ่มราคาประหยัดหนักกว่านั้นอีกครับ Counterpoint พยากรณ์ว่ายอดส่งมือถือราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์จะลดลงราว 40% ระหว่างปี 2025 ถึง 2030 หรือหายไปมากกว่า 230 ล้านเครื่องต่อปี ทั้งที่ตลาดรวมน่าจะฟื้นกลับใกล้ระดับปี 2025 ภายในปี 2030 (Counterpoint) นี่เป็นการพยากรณ์ ไม่ใช่ผลที่เกิดแล้ว แต่ชี้ว่าพื้นของราคามือถือกำลังยกตัวขึ้นถาวร
ในรายงานเดียวกัน Counterpoint มองว่ารุ่นกลางจะกลายเป็นสนามรบใหม่ แบรนด์จะอัดแรมและความจุมากขึ้น พร้อม 5G กล้องดีขึ้น และระยะอัปเดตซอฟต์แวร์ยาวขึ้นในราคาที่คนส่วนใหญ่ยังเอื้อมถึง ถ้าเป็นแบบนั้นจริง “จุดคุ้ม” ของคนงบจำกัดอาจย้ายจากรุ่นถูกสุดขึ้นมาอยู่ที่รุ่นกลาง ส่วนตัวเลข 200 ดอลลาร์ในรายงานเป็นช่วงราคาสากล ยังไม่มีราคาไทยอย่างเป็นทางการ ให้เทียบ ผมจึงไม่แปลงเป็นบาทครับ
จุดหักมุม: AI ที่ทำให้มือถือแพง คือ AI ตัวเดียวกับที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ
วันที่ 13 ต.ค. IMF เปิดรายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนตุลาคม 2026 ระหว่างการประชุมประจำปี IMF–ธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ ซึ่งจัดวันที่ 12–18 ต.ค. ไทยเป็นเจ้าภาพครั้งล่าสุดเมื่อปี 1991 (IMF Annual Meetings) IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2026 โต 3.1% และระบุว่าการลงทุนด้าน AI ที่แข็งแรงเป็นหนึ่งในแรงที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ (IMF)
ฝั่งไทย ฐานข้อมูล WEO ฉบับเดือนตุลาคมของ IMF ให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2026 โต 2.1% (IMF DataMapper) และ Thai PBS World รายงานว่าการปรับขึ้นนี้มาจากการลงทุนที่เกี่ยวกับ AI
ความย้อนแย้งอยู่ตรงนี้ครับ เงินลงทุน AI ก้อนเดียวกันที่ช่วยพยุงตัวเลขเศรษฐกิจ ก็คือแรงที่ดูดชิปแรมไปจากมือถือในกระเป๋าเรา
เดี๋ยวก่อนครับ เรื่องยังไม่จบ วันเดียวกันนั้นหุ้นชิปหน่วยความจำกลับร่วงแรง Kospi ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นหลักของเกาหลีใต้ปิดลบ 5.46% SK hynix ลบ 10.09% และ Samsung Electronics ลบ 7.39% ตามรายงานของ Seoul Economic Daily ซึ่งชี้สาเหตุว่ามาจากความกังวลว่าการลงทุน AI ร้อนแรงเกินไป ข่าวความก้าวหน้าด้าน DRAM ของ CXMT ผู้ผลิตหน่วยความจำจีน และคำพูดของซีอีโอบริษัทชิปเรื่องเงินลงทุนมหาศาลที่ AI ต้องใช้
IMF เองก็เขียนไว้ว่าหนึ่งในความเสี่ยงขาลงคือ “การประเมินความคาดหวังต่อ AI ใหม่” (IMF) แต่หุ้นร่วงไม่ได้แปลว่าแรมถูกลงพรุ่งนี้ ราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังต่อกำไรในอนาคต ส่วนราคาชิปที่โรงงานมือถือต้องจ่ายเป็นอีกเรื่อง และไม่มีแหล่งไหนในชุดนี้รายงานว่าราคาหน่วยความจำสำหรับมือถือลดลงแล้ว บทความนี้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ครับ
ข้อมูลที่ยังไม่ชัด และจุดที่แหล่งข่าวพูดไม่ตรงกัน
ตัวเลข “ราคาขึ้น 20%” ไม่ตรงกับรายงานที่ Counterpoint ลิงก์ไว้เอง ประกาศวันที่ 12 ต.ค. เขียนว่าราคาขายปลีกทั่วโลกขึ้น 20% ในปีนี้ แต่คำว่า 20% นั้นลิงก์ไปที่รายงานวันที่ 3 ก.ย. ซึ่งบอกว่ารุ่นที่วางขายอยู่แล้วขึ้นเฉลี่ย 15% ส่วนรุ่นเปิดตัวใหม่แพงขึ้น 25% ขณะที่ผลสำรวจวันที่ 8 ต.ค. อ้าง Tarun Pathak ผู้อำนวยการวิจัยว่า “ภายในสิ้นปี 2026” รุ่นเดิมน่าจะขึ้นเฉลี่ย 20% และรุ่นใหม่ขึ้นสูงสุด 30% Counterpoint ไม่ได้อธิบายว่า 20% ในประกาศล่าสุดเป็นตัวเลขอัปเดต หรือรวมรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน ผมจึงเขียนว่า “ราว 20%” และ Reuters ฉบับที่ผมเปิดอ่านก็ไม่ได้ใส่ตัวเลขราคาไว้
ตัวเลขราคาจากแต่ละบริษัทวัดคนละอย่าง IDC คาดว่าราคาขายเฉลี่ย (ASP) ทั้งปี 2026 จะเพิ่ม 27.6% (IDC) แต่ ASP ขึ้นได้ทั้งจากราคาที่ขึ้นจริง และจากการที่เครื่องราคาถูกขายได้น้อยลงจนสัดส่วนเครื่องแพงในตลาดเพิ่มขึ้น ตัวเลขนี้จึงเอามาเทียบตรงๆ กับ 15–20% ของ Counterpoint ไม่ได้
ยอดส่งไม่ใช่ยอดขาย และยังเป็นตัวเลขเบื้องต้น Counterpoint นับแบบ sell-in และอาจปรับตัวเลขภายหลัง ณ วันที่เขียน (13 ต.ค.) ผมยังไม่เจอตัวเลขมือถือไตรมาส 3 จาก IDC หรือ Omdia มาเทียบ
ยอดที่หายไป 20% ไม่ได้มาจากแรมทั้งหมด Counterpoint ระบุว่ายอดส่งของ Apple ลดลงส่วนใหญ่เพราะไม่มี iPhone 18 รุ่นธรรมดาในไตรมาสนี้ ทำให้ของที่ส่งเข้าร้านช่วงเดือนเปิดตัวน้อยกว่าปีก่อน ส่วนนี้เป็นเรื่องจังหวะเปิดตัวสินค้า ไม่ใช่การขาดชิป
Kospi ร่วง 7.4% หรือ 5.46% AP ฉบับแรกที่ออกระหว่างตลาดยังเปิด รายงานว่าลบ 7.4% แต่นั่นเป็นตัวเลขระหว่างวัน ภายหลัง AP เขียนว่าลงไปมากสุดราว 7% และปิดลบ 5.5% ตรงกับตัวเลขปิดตลาดของ Seoul Economic Daily ที่ 5.46% ผมจึงใช้ตัวเลขปิดตลาด
ตัวเลขเศรษฐกิจไทยยังไม่ตรงกันทุกจุด ฐานข้อมูล IMF (WEO ตุลาคม 2026) และ Thai PBS World ตรงกันที่ปี 2026 โต 2.1% แต่ Thai PBS เขียนว่าปี 2027 จะโต 2.2% ขณะที่ฐานข้อมูล IMF แสดง 2.1% นอกจากนี้ Thai PBS บอกว่าปรับขึ้นจาก 1.7% ซึ่งผมหาตัวเลข 1.7% นี้ในหน้าของ IMF ไม่เจอ
ราคาไทยและตัวเลขไทยยังไม่มี ทุกแหล่งที่ผมอ่านไม่มียอดส่งหรือราคามือถือของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แยกออกมา กลุ่ม Asia Pacific ขึ้น 19% ก็ไม่ได้บอกว่ารวมประเทศไหน และผลสำรวจผู้ซื้อของ Counterpoint สำรวจแค่อินเดีย จีน สหรัฐฯ อังกฤษ และเยอรมนี
ราคาจะกลับมาปกติเมื่อไหร่ ยังไม่มีวันที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน Counterpoint เคยเตือนว่าขาดแคลนถึงปี 2027 ส่วน IDC มองว่าราคาหน่วยความจำขึ้นต่ออย่างน้อยถึงปี 2028 สองตัวเลขนี้พูดถึงคนละเรื่อง คือช่วงที่ของขาดกับช่วงที่ราคาขึ้น จึงไม่ควรอ่านเป็นวันนัดว่ามือถือจะลดราคาพร้อมกัน
ผมมองว่า…
ผมมองว่าประเด็นจริงไม่ใช่ “มือถือแพงขึ้น” แต่คือ “มือถือราคาถูกกำลังหายไปจากชั้น” ครับ คนซื้อเรือธงอาจบ่นว่าแพงขึ้นแล้วก็ยังจ่ายไหว แต่คนที่ใช้มือถือเป็นเครื่องมือทำมาหากิน หรือซื้อให้พ่อแม่และลูก จะเจอว่ารุ่นที่เคยเป็นตัวเลือกหายไป หรือกลับมาในร่างที่ความจุน้อยลง
อีกเรื่องที่ผมสะดุดคือคำถาม “ซื้อตอนนี้หรือรอ” ในเมื่อยังไม่มีแหล่งไหนเห็นราคาลง คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ “รอแล้วจะถูกลงไหม” แต่คือ “เครื่องที่ใช้อยู่ยังพาเราไปได้อีกกี่เดือน” ถ้ายังไปได้ การยืดอายุเครื่องเดิมคือทางที่ประหยัดที่สุด ถ้าไปไม่ไหวแล้ว การนั่งรอปาฏิหาริย์ราคาอาจทำให้เสียทั้งเงินและเวลา
ส่วนตัวผมคิดว่าการ์ดเด็ดของคนงบจำกัดในปีนี้อยู่ที่ “ตารางสเปก” มากกว่า “ป้ายราคา” ครับ เพราะวิธีที่แบรนด์ใช้คุมราคาคือการตักข้าวให้น้อยลงในจานเดิม คนที่อ่านสเปกจะเห็นก่อนว่าได้ของน้อยลงตรงไหน
แล้วเราควรทำอะไร
ข้อแนะนำต่อไปนี้เป็นข้อเสนอของผม ไม่ใช่คำทำนายราคาไทย
ถ้ามือถือเครื่องเดิมยังใช้ได้
- ใช้ต่อก่อน ถ้าปัญหาคือแบตเสื่อมหรือพื้นที่เต็ม ลองถามราคาเปลี่ยนแบตจากศูนย์บริการ และย้ายรูปขึ้นคลาวด์หรือคอมก่อนตัดสินใจซื้อใหม่
- เช็กว่าเครื่องยังได้อัปเดตความปลอดภัยอยู่ไหม ถ้ายังได้ การใช้ต่ออีกปีคือการหลบช่วงราคาแพงที่ดีที่สุด
ถ้าต้องซื้อภายในไม่กี่เดือนนี้
- อย่ารอให้ราคาลดเอง เพราะแหล่งข่าวทุกฝั่งคาดว่าตึงตัวไปถึงปี 2027–2028 ตั้งงบให้ชัด แล้วซื้อเมื่อเจอข้อเสนอที่ตรงงบ ช่วงโปรอย่าง 11.11 หรือ 12.12 ที่คนไทยคุ้นเคยเป็นจังหวะที่ใช้เทียบราคาได้ แต่ผมไม่มีข้อมูลว่าจะลดเท่าไร
- เทียบ รุ่นย่อย ไม่ใช่แค่ชื่อรุ่น ดูทั้งแรม ความจุ 4G หรือ 5G และจำนวนกล้อง เพราะรุ่นใหม่ในราคาเดิมอาจให้ความจุน้อยกว่ารุ่นก่อน
- เลือกความจุจากการใช้งานจริง ถ้าถ่ายรูปและวิดีโอเยอะ การประหยัดด้วยรุ่นความจุต่ำอาจทำให้ต้องซื้อพื้นที่คลาวด์เพิ่มทีหลัง
- ถ้าผ่อน ดูยอดจ่ายรวมทั้งสัญญา และถ้าแลกเครื่องเก่า (trade-in) ให้ทำผ่านร้านหรือช่องทางทางการ
ถ้างบจำกัด หรือซื้อให้พ่อแม่และลูก
- ลองดูรุ่นกลางของปีก่อนจากร้านทางการ หรือเครื่องปรับสภาพที่มีประกันและใบรับประกันชัดเจน
- ระวังประกาศขายมือถือที่ถูกกว่าตลาดมากผิดปกติในช่วงที่ของขาดและแพง ขอดูสภาพเครื่องและเงื่อนไขรับประกันก่อนโอนเงินทุกครั้ง
ถ้าเป็นร้านมือถือ หรือ SME ที่ซื้อเครื่องให้ทีม
- ระบุอายุใบเสนอราคาและรุ่นย่อยให้ชัด แจ้งลูกค้าว่าอะไรยืนยันแล้ว อะไรต้องรอผู้จำหน่าย อย่าอ้างข่าวต่างประเทศว่า “ราคาไทยจะขึ้นเท่านี้แน่นอน”
- วางรอบเปลี่ยนเครื่องของทีมให้ยาวขึ้น และซื้อเท่าที่จำเป็นตามงบ แทนการกักตุนเพราะกลัวของหมด
ถ้าคุณถือหุ้นชิปหรือกองทุนเทคโนโลยี
- แยกเรื่องหุ้นออกจากเรื่องซื้อมือถือ หุ้นชิปที่ร่วงวันเดียวไม่ได้บอกว่าราคาชิปในโรงงานจะลด และบทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนครับ
เกมนี้ไม่ใช่แบรนด์มือถือแข่งกันเอง แต่คือมือถือกำลังแย่งข้าวสารกับศูนย์ข้อมูล AI และฝั่งที่จ่ายหนักกว่ามักได้ข้าวก่อน
สิ่งที่ควรจับตาต่อมีสองเรื่องครับ เรื่องแรกคือตัวเลขมือถือไตรมาส 3 จาก IDC และ Omdia ที่ยังไม่ออก ณ วันที่เขียน ว่าจะยืนยันภาพเดียวกับ Counterpoint หรือไม่ เรื่องที่สองคือราคาจริงในร้านไทยช่วงโปรปลายปี เทียบรุ่นย่อยเดียวกันกับต้นปี ว่าต้นทุนโลกส่งมาถึงชั้นวางบ้านเราแค่ไหน
ถ้ามือถือเครื่องถัดไปของคุณแพงขึ้นราว 20% คุณจะเลือกลดความจุ ซื้อรุ่นปีก่อน หรือใช้เครื่องเดิมต่ออีกปีครับ?
Recap
- เกิดอะไรขึ้น: Counterpoint ประเมินยอดส่งมือถือทั่วโลกไตรมาส 3 ปี 2026 ลด 20% ต่ำสุดสำหรับไตรมาส 3 ตั้งแต่ปี 2012 (ตัวเลขเบื้องต้นแบบ sell-in)
- ตัวเลขที่ต้องจำ: ราคาขายปลีกทั่วโลกขึ้นราว 20% ในปีนี้ตาม Counterpoint, Samsung ส่วนแบ่ง 23%, Apple 22%, Xiaomi ลดกว่า 30%, OPPO และ vivo ลดกว่า 20%
- ทำไมรุ่นประหยัดโดนหนัก: ต้นทุนหน่วยความจำกินสัดส่วนเครื่องถูกมากกว่า แบรนด์จึงขึ้นราคา ลดสเปก หรือตัดรุ่นราคาถูกทิ้ง
- ข้อมูลขัดกัน: 20% ในประกาศล่าสุด vs 15% (รุ่นเดิม) และ 25% (รุ่นใหม่) ในรายงาน 3 ก.ย.; Kospi ปิดลบ 5.46% ไม่ใช่ 7.4%; ตัวเลขไทยปี 2027 ของ Thai PBS (2.2%) ไม่ตรงกับฐานข้อมูล IMF (2.1%)
- ยังไม่รู้: ราคาและยอดของไทยหรืออาเซียน, วันที่ราคาหน่วยความจำจะคลายตัว, ตัวเลขไตรมาส 3 จาก IDC และ Omdia
- สิ่งที่คุณทำได้: ยืดอายุเครื่องเดิมถ้ายังไหว ถ้าต้องซื้อให้ตั้งงบ เทียบรุ่นย่อยและความจุ และไม่รอปาฏิหาริย์ราคา
- อ่านต่อ: ยอดส่งคอมลด 20.1% และ RAMageddon ราคามือถือในอินเดีย
- แหล่งหลัก: Counterpoint, Reuters, The Nation, IDC, IMF