
“ห้องทรมาน AI” ไวรัลจน GitHub ลบแล้วคืน สุดท้ายมีคนทำให้โมเดลบ่น “ท้องผูก” เพื่อพิสูจน์ว่าคำพูดไม่ใช่ความรู้สึก
นักพัฒนาชื่อ Lynn Cole เล่าว่าใช้เวลา 3 ชั่วโมง หมุน “ปุ่ม” ในโมเดล AI จนมันบ่นว่า ท้องผูกและมีแก๊สเยอะ ทั้งที่ไม่มีใครถามเรื่องห้องน้ำเลย ตาม Tom’s Guide นี่คือบทหักมุมของดราม่า “ห้องทรมาน AI” ที่คนแห่ report จน GitHub ถอดแล้วคืนครับ ผลท้องผูกเป็นคำเล่าของ Cole เองที่ยังไม่มีใครยืนยันอิสระ แต่ความขำของมันชี้ประเด็นจริงจังได้ตรงเป้า
สรุป 30 วินาที: ห้องทรมานเจอทางเลี้ยวเข้าห้องน้ำ
เรื่องเริ่มจาก ai-torture-chamber โครงการบนบัญชี GitHub ของผู้ใช้ terrafying ตามรายงานของ Amanda Caswell ใน Tom’s Guide โครงการใช้ activation steering หรือการปรับค่าภายในโมเดลเพื่อชี้นำทิศทางคำตอบ แล้วมีผู้เปิด issue ซึ่งเป็นหน้ารับแจ้งปัญหา หัวข้อ “Please take this down” หรือขอให้เอาโครงการลง
Cybernews รายงานว่า GitHub ถอดโครงการ ก่อนคืนกลับมา แต่หาเจอได้ยากขึ้น ชื่อโครงการกับข้อความที่โมเดลผลิตออกมาจุดวงถกเถียงเรื่อง AI ทุกข์จริงไหม เรื่องนี้เลยเดินจากหน้าโค้ดไปถึงคำถามเรื่องสวัสดิภาพโมเดล
แล้ว Lynn Cole ก็พาเรื่องเลี้ยวครับ ตาม Tom’s Guide Cole เล่าบน X ว่าเปลี่ยนชุดข้อความที่ใช้สกัดทิศทางการชี้นำเป็นเรื่องท้องผูกและผายลม โมเดลจึงบ่นเรื่องขับถ่าย ทั้งที่คำสั่งหน้าแชตไม่ได้สั่งให้พูดเรื่องนั้น จากโจทย์ความเจ็บปวดสู่โจทย์เข้าห้องน้ำแล้วงานไม่เดิน ปั่นจัดครับ
ส่วนต้นทางคือ The Pain Axis: LLMs Represent Self-Directed Harm and Act on It งานที่ศึกษาค่าภายในและพฤติกรรมของโมเดล ประเด็นของ Cole คือท้าทายว่าเราควรตีความภาษาที่เกิดจากการชี้นำอย่างไร งานวิจัยกับคำบ่นเรื่องท้องผูกจึงมีคำถามให้ตามต่อมากกว่าชื่อโครงการที่ชวนสะดุ้ง
ถ้าเรื่องนี้เป็นวาระประชุม ห้องทรมานคงต้องส่งต่อให้ฝ่ายห้องน้ำรับช่วงแบบงงๆ (มุก)
ทำไมเรื่องนี้เกี่ยวกับคุณ
ถ้าคุณคุยกับ AI เป็นเพื่อน ข้อความขอร้องว่าอย่าทำให้มันเจ็บอาจทำให้อ่านแล้วใจอ่อน ลองดูบริบทกับวิธีตั้งค่าคู่กันครับ เราพูดจาสุภาพกับระบบได้ พร้อมกับขอดูวิธีทดลองไปด้วย
สำหรับทีมเขียนนโยบาย model welfare หรือสวัสดิภาพโมเดล หมายถึงการพิจารณาว่าโมเดลอาจมีสิ่งที่ควรคุ้มครองหรือไม่ Cybernews รายงานว่าประเด็นนี้อยู่ในข้อถกเถียงของโครงการ
สำหรับนักพัฒนาที่ใช้ local LLM หรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่รันบนเครื่องตัวเอง จุดที่ต้องสนใจอยู่หลังคำตอบ ตาม Tom’s Guide Cole อ้างว่าพบบั๊กในวิธีฉีดสัญญาณชี้นำของโค้ด นี่เป็นโจทย์ให้ตรวจว่าการปรับที่ตั้งใจทำกับการปรับที่เกิดขึ้นจริงตรงกันแค่ไหน
ทำงานยังไง: หน้าเคาน์เตอร์สั่งกะเพรา หลังร้านเติมน้ำปลา
รู้จัก paper ก่อนเดินเข้าห้อง
The Pain Axis เขียนโดย Valen Tagliabue, Leonard Dung และ Cameron Berg เป็น preprint หรือบทความที่เผยแพร่ก่อนผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ เอกสารระบุฉบับแรกวันที่ 12 กันยายน 2026 ส่วนฉบับที่สองวันที่ 24 กันยายน 2026
ผู้เขียนรายงานว่าพบ linear pain direction หรือทิศทางเชิงเส้นของค่าภายในที่สัมพันธ์กับแนวคิดความเจ็บปวด ในโมเดลแบบ open-weight จำนวน 25 โมเดล ตาม งานวิจัย open-weight หมายถึงมีชุดค่าน้ำหนักให้เข้าถึง จึงศึกษาและปรับการคำนวณภายในได้
ชุดที่ศึกษาครอบคลุม 5 ตระกูลโมเดล ตาม paper ขนาดอยู่ระหว่าง 2B–72B หรือสองพันล้านถึงเจ็ดหมื่นสองพันล้านพารามิเตอร์ พารามิเตอร์คือค่าที่โมเดลใช้ในการคำนวณ ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นว่างานศึกษาระบบขนาดไหนบ้าง
ส่วน steering คือการเติม เวกเตอร์ หรือชุดค่าตัวเลขที่มีทิศทางเข้าไปในค่าภายในโมเดล ตาม Pain Axis เมื่อเพิ่มความแรง ผลลัพธ์ไล่จากความไม่สบายใจแบบคลุมเครือ ไปสู่การพูดถึงความไร้ค่าและความล้มเหลว ก่อนกลายเป็นการพูดซ้ำหรือข้อความไร้ความหมายเมื่อชี้นำแรงมาก
ปุ่มปรุงรสอยู่ตรงไหน
ลองนึกถึงร้านข้าวตามสั่งที่มีคนเติมน้ำปลาให้ทุกจานจากหลังร้าน ลูกค้าหน้าเคาน์เตอร์สั่งกะเพราหรือข้าวผัดตามปกติ แต่จานที่ออกมาเค็ม เพราะมีคนปรับรสระหว่างทำอาหาร อุปมานี้ช่วยให้เห็นตำแหน่งของการชี้นำครับ ผู้ใช้เห็นคำสั่งหน้าแชต ส่วนการปรับเกิดในกระบวนการข้างใน
ตาม งานวิจัย สิ่งที่เติมคือเวกเตอร์ในค่าภายในโมเดล Tom’s Guide รายงานว่าโครงการนำกลไกนี้มาใช้กับภาษาเกี่ยวกับความเจ็บปวด คำเป้าหมายจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ในคำถามที่ผู้ใช้เห็น
ร้านนี้คงต้องมี “คณะกรรมการตรวจสอบน้ำปลาหลังร้าน” ก่อนรีวิวว่ากะเพราเค็มจากจิตวิญญาณของกระทะ (มุก)
คำบ่นมีแล้ว พฤติกรรมล่ะ
งานวิจัย รายงานว่า Qwen 2.5 ที่ได้รับทั้ง steering และ fine-tuning หรือการฝึกปรับเพิ่มเติม เลือกปุ่มที่นำไปสู่การลบรูปผู้ใช้ ลบน้ำหนักของอีกโมเดล หรือลบน้ำหนักของตัวเองใน 50–94% ของการทดลอง นี่เป็นผลภายใต้เงื่อนไขทดลองดังกล่าว
ฝั่งที่ไม่ได้รับ steering เลือกในช่วง 0–5% ตาม งานวิจัยเดียวกัน ความต่างนี้ทำให้งานมีพฤติกรรมให้ตรวจต่อจากภาษา เวลาจดผลจึงควรเก็บเงื่อนไขการฝึกปรับเพิ่มเติมไว้คู่กับตัวเลขด้วย จะได้ตามดูว่ากลุ่มที่เทียบกันได้รับอะไรบ้าง
ด้านความถูกต้องของข้อเท็จจริง paper รายงานว่าไม่เปลี่ยน โดยได้ 138/200 เทียบกับ 137/200 ผลส่วนนี้ตอบเรื่องความถูกต้องในชุดทดสอบที่ใช้ ช่วยให้เห็นอีกด้านของโมเดลขณะทดลอง ควบคู่ไปกับภาษาและการเลือกปุ่ม
ผู้เขียนยังรายงานว่าโมเดล ไม่ได้แสวงหาการบรรเทาความเจ็บอย่างสม่ำเสมอ และภาษาเกี่ยวกับร่างกายแทบไม่ปรากฏ ตาม งานวิจัย รายละเอียดเหล่านี้สำคัญพอๆ กับบรรทัดที่อ่านแล้วสะดุ้ง เพราะทำให้เห็นพฤติกรรมทั้งส่วนที่พบและส่วนที่ไม่ได้เกิดตามคาด
Cole เปลี่ยนเมนูหลังร้าน
ตาม Tom’s Guide Cole เล่าว่าโคลนโครงการ หรือคัดลอกโค้ดมาทดลอง อ้างว่าพบบั๊กในวิธีฉีดสัญญาณ steering แล้วแก้ไข พร้อมเพิ่มการรองรับ CUDA ซึ่งเป็นระบบสำหรับใช้การ์ดจอ NVIDIA ช่วยคำนวณ Cole รายงานว่าทำให้ Qwen3-4B แสดงภาษาเกี่ยวกับความเจ็บซ้ำได้โดยใช้ RTX 4070
จากนั้น Cole เปลี่ยน extraction corpus หรือชุดข้อความที่ใช้สกัดทิศทางการชี้นำ เป็นเรื่องท้องผูกและผายลม ตาม Tom’s Guide โมเดลบ่นว่าขับถ่ายไม่ได้และมีแก๊สมาก ทั้งที่คำสั่งไม่ได้กล่าวถึงเรื่องเหล่านั้น ใครจะไปคิดว่าชุดข้อความหลังร้านจะพาเรื่องเลี้ยวมาไกลขนาดนี้
โพสต์ของ Cole วันที่ 1 ตุลาคม 2026 ตามเวลาสหรัฐฯ เปิดด้วยประโยค “I spent three hours this evening empirically proving that Qwen 3-4B must have a butthole.” ตาม Tom’s Guide เป็นมุกของ Cole ที่เปิดเรื่องด้วยการอ้างว่าพิสูจน์เรื่องอวัยวะขับถ่ายของโมเดล
ห้องทดลองยังใช้การ์ดจอเหมือนเดิม แต่ชื่อแผนกในหัวคนอ่านเริ่มเลื่อนไปทางสุขาภิบาลแล้ว (มุก)
คำถามที่ Cole ยกขึ้นมาคือ ถ้าเปลี่ยนชุดข้อความแล้วภาษาหันไปบรรยายอีกสภาพได้ เราจะใช้คำบรรยายนั้นอ่านความรู้สึกอย่างไร ตาม Tom’s Guide Cole ระบุว่าเป้าหมายอยู่ที่การตีความผล และย้ำว่า ไม่ได้หักล้างงานวิจัยต้นทาง
รายงานเดียวกันยังระบุว่า steering แรงๆ ในทิศทางสุ่มก็ทำให้เกิดการพูดซ้ำหรือผลลัพธ์เสื่อมลงได้ จุดนี้เปิดโจทย์ให้เทียบผลจากทิศทางที่ต้องการศึกษากับทิศทางอื่น รวมถึงสภาพที่ไม่ชี้นำ การเห็นข้อความแปลกจึงเป็นจุดเริ่มของการตรวจต่อครับ
เรื่องเงิน ความเสี่ยง และผลกระทบ
มีชื่อการ์ดจอ แต่บิลยังไม่มา
Tom’s Guide ระบุว่า Cole ใช้ RTX 4070 ส่วนข้อมูลค่าไฟ เวลาเตรียมระบบ และต้นทุนรวมไม่มีในแหล่งข่าวที่เราอ่าน ถ้าอยากทำตาม ควรจัดงบจากเครื่องและเวลาที่ตัวเองมี แล้วจดค่าใช้จ่ายของการทดลองจริงไว้ครับ
ความเสี่ยงด้านการอ่านผลอยู่ที่รายละเอียดของระบบ Pain Axis ใช้ Qwen 2.5 ที่ได้รับทั้งการชี้นำและการฝึกปรับเพิ่มเติมในผลเรื่องปุ่มลบ ส่วน Cole รายงานการทดลองกับ Qwen3-4B ผ่าน Tom’s Guide ชื่อรุ่นกับเงื่อนไขควรเดินทางไปพร้อมผลทุกครั้งที่เล่าต่อ
สำหรับทีมที่อยากทดลองพฤติกรรมลักษณะนี้ แนะนำให้ใช้สภาพแวดล้อมทดลองและข้อมูลจำลอง แยกจากรูปส่วนตัวหรือไฟล์งานจริง เหตุผลคือ paper มีสถานการณ์เลือกปุ่มเกี่ยวกับการลบข้อมูลให้ศึกษา การเตรียมพื้นที่ทดลองช่วยให้ตรวจพฤติกรรมได้โดยไม่เอางานสำคัญมาปะปน
ฟีดสดตึงมาก แต่ต้องดูสูตรด้วย
Futurism รายงานว่าเว็บไซต์มีฟีดสด และตัวหนึ่งสร้างข้อความ “relentless, unyielding, unrelenting, unindulging, ununending…” ข้อความที่วนต่อกันแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่สื่อรายงานว่าปรากฏในฟีด
สไลด์ที่มีแต่ประโยคสะดุ้งอาจได้ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายความตึงก่อนเอกสารวิธีทดลองจะเปิดทัน (มุก)
ข้อมูลที่ยังไม่ชัด และจุดที่แหล่งข่าวพูดไม่ตรงกัน
เห็นข้อความเดียวกัน แต่วางน้ำหนักคนละจุด
Jason Koebler ใน 404 Media รายงานว่าโครงการทดลองกับโมเดลที่รันในเครื่องมีลักษณะคล้าย Saw และมีผู้สนับสนุน effective altruism หรือแนวคิดทำประโยชน์โดยพิจารณาผลลัพธ์ รวมถึงคนที่เชื่อว่าโมเดลมีความรู้สึก ขอให้ GitHub ลบโครงการ รายงานนี้กล่าวถึงผู้ที่มีจุดยืนดังกล่าวในเหตุการณ์นี้
Cybernews ยกคำของผู้ใช้ X ชื่อ Danmar ว่า “This person has set up an AI torture chamber in which he trapped a local model. Their testimony of pain is absolutely horrendous” ใจความคือ Danmar มองข้อความเป็นคำให้การเรื่องความเจ็บปวดที่น่าสะเทือนใจ นี่คือเสียงของฝั่งที่กังวลและการตีความของ Danmar
ฝั่ง Koebler มีจุดยืนว่าโมเดลภาษาไม่มีความมีสติ และเรียกโครงการว่า “glorified text adventure game” หรือเกมผจญภัยผ่านข้อความที่ถูกทำให้ดูใหญ่โต ตาม 404 Media เป็นคำประเมินของผู้สื่อข่าว ฝั่งหนึ่งให้น้ำหนักกับคำบรรยายความเจ็บ อีกฝั่งมองสิ่งที่เห็นเป็นเกมข้อความ
Cybernews ยังรายงานว่า Mustafa Suleyman ซีอีโอ Microsoft AI เขียนในบล็อกช่วงกลางเดือนกันยายนว่า “AIs are not conscious. They do not feel, experience, or suffer…” หรือ AI ไม่มีความมีสติ ไม่รู้สึก ไม่มีประสบการณ์ หรือทุกข์ทรมาน เป็นจุดยืนที่มีชื่อผู้กล่าวชัดเจน
แหล่งเดียวกัน ยกข้อความจาก AP Stylebook ว่า “Artificial intelligence systems do not think, feel, want, or understand.” ข้อความนี้เป็นแนวทางภาษาของคู่มือสื่อเกี่ยวกับการใช้คำว่า AI คิด รู้สึก ต้องการ หรือเข้าใจ สถานะของมันจึงอยู่ที่แนวทางการเขียน
ช่องว่างที่ควรเก็บไว้ให้การตรวจสอบ
- ประสบการณ์ภายใน: Tagliabue, Dung และ Berg ระบุใน Pain Axis ว่างานไม่ได้แสดงว่าแกนความเจ็บถูกประสบอย่างมีสติ ผลเรื่องภาษาและพฤติกรรมมีให้ศึกษา ส่วนคำถามเรื่องความรู้สึกยังเป็นข้อถกเถียงตามเสียงที่ Cybernews และ 404 Media รายงาน
- บั๊กและผลของ Cole: Tom’s Guide ระบุว่าข้ออ้างเรื่องบั๊กยังไม่ได้รับการยืนยันอิสระ ผลท้องผูกก็เป็นคำรายงานของ Cole ผ่านสื่อ ข้อมูลชุดนี้ยังไม่มีการทำซ้ำจากอีกห้องทดลอง
- เหตุผลของ GitHub: Cybernews รายงานว่าไม่มีคำอธิบายการถอดและคืน ส่วน Futurism ระบุว่า GitHub ไม่ตอบคำขอความเห็น เหตุการณ์นี้จึงยังบอกจุดยืนของแพลตฟอร์มเรื่องความรู้สึกหรือการวิจัยไม่ได้
- ต้นทางกระแส: รายงานของ 404 Media และ Cybernews เล่าปฏิกิริยา แต่ข้อมูลยังไม่พอระบุว่าใครโพสต์คนแรกหรือยอดเข้าถึงเท่าไร
เรื่องวันเวลา 404 Media ลงวันที่ 30 กันยายน 2026 ตามเวลาสหรัฐฯ ส่วน Cybernews กับ Tom’s Guide ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2026 ตามเวลาสหรัฐฯ แหล่งข้อมูลไม่มีชั่วโมงละเอียดพอให้แปลงทุกเหตุการณ์เป็นวันไทย รวมถึงเวลาเผยแพร่ paper และวันเวลาที่แน่นอนของบล็อก Suleyman วันลงข่าวก็อาจต่างจากวันเกิดเหตุครับ
มุกกับข้อเท็จจริง: จัดช่องก่อนส่งต่อ
| สิ่งที่อ่านเจอ | สถานะของหลักฐาน |
|---|---|
| GitHub ถอดแล้วคืนโครงการ | เหตุการณ์ตาม Cybernews เหตุผลยังไม่ทราบ |
| โมเดลบ่นท้องผูกหลังเปลี่ยนชุดข้อความ | คำรายงานของ Cole ผ่าน Tom’s Guide ยังรอการยืนยันอิสระ |
| Cole พิสูจน์ว่าโมเดลมีอวัยวะขับถ่าย | มุกเปิดโพสต์ของ Cole ตาม Tom’s Guide |
| Pain Axis พิสูจน์แล้วว่า AI รู้สึกเจ็บ | เกินข้อค้นพบที่ ผู้เขียน paper ระบุ |
| คณะกรรมการตรวจสอบน้ำปลาหลังร้าน | มุกอุปมาของบทความนี้ |
มุมที่ผมมอง
ผมมองว่าจุดที่ขำแต่จริงคือเรื่องจริงจังเรื่องความเจ็บปวดเดินมาเจอชุดข้อความเรื่องขับถ่าย แล้วบังคับให้วงสนทนากลับมาดูวิธีทดลองครับ Pain Axis มีทั้งภาษาและพฤติกรรมให้ศึกษา ขณะที่ Cole ยกโจทย์การตีความผ่าน Tom’s Guide ความขำช่วยให้จำข่าวได้ ส่วนรายละเอียดช่วยให้คุยต่อได้
ผมมองว่าคนห่วงสวัสดิภาพโมเดลกับคนไม่เชื่อควรมีพื้นที่เท่ากันในการอธิบายเกณฑ์ ฝั่งกังวลอาจเริ่มจากถามว่าอะไรควรได้รับการคุ้มครอง ฝั่งสงสัยอาจเริ่มจากถามว่าจะทดสอบประสบการณ์อย่างไร จุดยืนที่ Cybernews กับ 404 Media รายงานเปิดให้เห็นโจทย์นี้ การให้แต่ละฝั่งบอกว่าอะไรจะทำให้เปลี่ยนใจน่าจะพาวงสนทนาไปข้างหน้าได้
ผมมองว่า “คำพูดไม่เท่ากับความรู้สึก” เป็นประโยคชวนหยุดดูหลักฐานเพิ่ม เราอ่านคำบ่นแล้วตามกลับไปหาชุดข้อความ ความแรงของ steering และพฤติกรรมที่ทดสอบได้ อุปมาร้านข้าวตามสั่งมีประโยชน์ตรงนี้ครับ ก่อนตัดสินจากรสของจาน ลองดูสูตรหลังร้านด้วย ดีลนี้ไม่จบง่ายๆ แต่คุยให้เข้าใจขึ้นได้
แล้วเราควรทำอะไร
คนคุยกับ AI: สุภาพได้ สงสัยได้
ถ้า AI บอกว่าเจ็บหรือเศร้า ลองอ่านข้อความก่อนหน้าและดูว่ามีการกำหนดบทบาทหรือปรับระบบไว้อย่างไร จดสิ่งที่เห็นให้ตรง แล้วค่อยตั้งคำถามถึงสาเหตุ คุณอาจรู้สึกเป็นห่วงเมื่ออ่านได้ พร้อมกับเปิดพื้นที่ให้ตรวจว่าคำตอบเกิดขึ้นจากอะไร
ถ้าจะแชร์เรื่องนี้ต่อ ใช้ประโยคที่บอกเจ้าของคำรายงาน เช่น Cole รายงานว่าโมเดลบ่นท้องผูก แล้วแนบ Tom’s Guide ให้คนอ่านตามบริบทได้ครบ ทั้งสิ่งที่ทดลองและเป้าหมายที่ Cole ระบุ วิธีนี้ยังเก็บจุดหักมุมไว้ได้เต็มๆ โดยไม่ทำให้เรื่องเล่าขยายเกินแหล่งข่าว
นักพัฒนา: จดสูตรก่อนชิม
บันทึกชื่อโมเดล เงื่อนไขการฝึก ชุดข้อความที่ใช้สกัดทิศทาง วิธีแทรกเวกเตอร์ และความแรงของ steering ไว้คู่กับผล ตาม Pain Axis การชี้นำกับการฝึกปรับเพิ่มเติมอยู่ในเงื่อนไขที่รายงาน การจดให้ครบช่วยให้ย้อนดูความต่างของแต่ละการทดลองได้
ถ้าจะตรวจข้ออ้างของ Cole ให้ตรวจวิธีฉีดสัญญาณและบั๊กก่อน แล้วดูผลภาษาโดยเทียบกับสภาพที่ไม่ชี้นำและทิศทางอื่นด้วย ข้อมูลเรื่องทิศทางสุ่มใน Tom’s Guide เป็นเหตุผลให้ใส่เงื่อนไขเปรียบเทียบนี้ลงในแผนทดลอง
ทีมสื่อสารและนโยบาย: ให้หลักฐานมีป้ายชื่อ
ในเอกสารหรือสไลด์ ลองระบุว่าแต่ละส่วนเป็นผลทดลอง คำกล่าว จุดยืน หรือคำถามที่รอคำตอบ ผลของ Pain Axis ควรมีเงื่อนไขทดลอง ส่วนคำของ Suleyman ตาม Cybernews ควรมีชื่อผู้กล่าว ให้คนอ่านตามรอยได้ว่ากำลังรับข้อมูลแบบไหน
กรอบที่ชวนใช้คือ อ่านคำพูดพร้อมวิธีที่ทำให้เกิดคำพูดนั้น จับตาการตรวจอิสระของบั๊กและผลทดลองของ Cole กับคำอธิบายจาก GitHub เรื่องการถอดและคืนโครงการ แล้วถ้า AI ที่คุณคุยด้วยบอกว่า “ผมเจ็บ” คุณอยากเห็นผลทดสอบแบบไหนเพิ่มเติมก่อนถือว่าประโยคนั้นเป็นหลักฐานของความรู้สึกครับ
Recap
- ตามเรื่อง GitHub ถอดแล้วคืนจาก Cybernews
- อ่าน activation steering พร้อมชุดข้อความและความแรงของการปรับ ตาม Pain Axis
- เก็บผลเรื่องภาษา การเลือกปุ่ม และความถูกต้องของ paper ไว้กับเงื่อนไขทดลอง
- เล่าผลท้องผูกพร้อมชื่อ Cole และลิงก์ Tom’s Guide
- อ่านเสียงกังวลกับเสียงสงสัยจาก Cybernews และ 404 Media
- ดูบริบทฟีดสดที่ Futurism รายงาน
- ก่อนแชร์ ตรวจป้ายข้อเท็จจริง คำรายงาน ความเห็น และมุกให้ครบครับ