แผ่นกระดาษโทนเขียวเข้มมีลายจุดจางขาดหายตรงขอบและไฟอำพันจุดเดียวชี้ตำแหน่งที่ตรวจไม่ชัด

ลายน้ำข้อความของ Claude บอกได้แค่ความน่าจะเป็น ไม่ใช่ตราประทับว่าใครเขียน

พี่โชว์Engineering

ถ้าโรงเรียนหรือสำนักข่าวอยากกดปุ่มแล้วตัดสินว่า “คนนี้ใช้ AI” ลายน้ำของ Claude ยังไม่ใช่เครื่องมือนั้นครับ Anthropic อัปเดตข้อมูลวันที่ 1 กันยายนว่า detection API อยู่ใน private preview และคำตอบที่ตรวจได้คือความน่าจะเป็นว่า Claude มีส่วนกับข้อความ ไม่ใช่หลักฐานตัวบุคคล เจ้าของ หรือบทสนทนา

ลายน้ำอยู่ตรงไหนถ้าไม่มีอักขระลับ

คำอธิบายของ Anthropic ระบุว่าไม่มี hidden character และไม่เพิ่ม token วิธีที่ใช้ดัดแปลงจาก SynthID-Text โดยเปลี่ยนแหล่ง randomness เวลาที่โมเดลมีหลายคำซึ่งความหมายใกล้กัน ลำดับการเลือกจึงมี pattern ที่ผู้ถือ key ตรวจเชิงสถิติได้ ผู้อ่านยังเห็นข้อความธรรมดา

ข้อดีคือไม่ผูกข้อมูลผู้ใช้ องค์กร หรือ chat ไว้ใน watermark แต่ผลตามมาคือมันตอบไม่ได้ว่าใครเป็นคนสั่งหรือใครเป็นเจ้าของผลงาน และแยก “Claude เขียนทั้งหมด” ออกจาก “Claude แก้หนัก” ไม่ได้

จุดที่สัญญาณอ่อน

ข้อความสั้นมีการเลือกคำน้อย จึงให้หลักฐานไม่พอ งาน factual ที่คำถูกมีทางเลือกจำกัด, การแก้ไวยากรณ์เล็กน้อย และโค้ดที่ต้องสะกดตรงมีพื้นที่ใส่ pattern น้อยกว่าร้อยแก้ว การ rewrite ทั้งชิ้นอาจลบร่องรอยได้ ขณะที่การแปลซึ่งโมเดลเลือกคำใหม่แทบทั้งหมดมีโอกาสรับลายน้ำมากกว่า

ไฟล์ภาพที่ Claude สร้างใช้แนวทางต่างกัน คือแนบ C2PA credential ใน metadata ข้อดีคือตรวจเชิงเข้ารหัสได้ แต่ metadata สามารถหลุดเมื่อโปรแกรมปลายทาง strip ออก จึงไม่ควรเอาสองกลไกมาปนกัน

นโยบายที่ไม่ลงโทษคนจากสัญญาณเดียว

ใช้ detector เป็นสัญญาณให้ตรวจเพิ่ม เช่นขอ draft history, แหล่งอ้างอิง และการอธิบายเหตุผลของผู้ส่ง อย่าตัดเกรด ปฏิเสธข่าว หรือกล่าวหาเพียงจากคะแนนเดียว เก็บ false-positive/false-negative ของภาษาไทยเอง เพราะประสิทธิภาพอาจต่างจากชุดทดสอบภาษาอังกฤษ

Recap

  • ลายน้ำอยู่ใน pattern การเลือกคำ ไม่ใช่อักขระซ่อน
  • ผลตรวจเป็นความน่าจะเป็นและไม่ระบุตัวผู้ใช้
  • ข้อความสั้น โค้ด และ proofreading มีสัญญาณน้อย
  • ใช้เป็น triage signal พร้อมหลักฐานอื่น ไม่ใช่คำตัดสิน